← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การถอดเสียงเป็นภาษาญี่ปุ่น หลักการและวิธีการเขียนคำทับศัพท์

สรุปใจความสำคัญ

  • การถอดเสียงภาษาต่างประเทศในภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันใช้ตัวอักษรคาตาคานะเป็นหลัก
  • ภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียงแยกระหว่าง L และ R ทำให้ทั้งสองเสียงถูกถอดเป็นเสียง R ในภาษาญี่ปุ่น
  • การใช้ 'อาเตจิ' (Ateji) คือการใช้ตัวคันจิเพื่อแทนเสียงของคำต่างประเทศแทนที่จะใช้ความหมาย

ในระบบการเขียนภาษาญี่ปุ่นร่วมสมัย คำยืมจากภาษาต่างประเทศและชื่อเฉพาะของชาวต่างชาติมักจะถูกเขียนด้วย ตัวอักษรคาตาคานะ (Katakana) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเขียนภาษาญี่ปุ่น โดยหลักการพื้นฐานคือการจับคู่เสียงจากภาษาต้นทางให้ใกล้เคียงกับเสียงในภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด และถอดเสียงออกมาเป็นพยางค์ (หรือที่เรียกว่า โมระ - mora) โดยใช้ตัวอักษรคาตาคานะมาตรฐาน

ระบบการเขียนภาษาญี่ปุ่น
ภาพรวมของระบบการเขียนภาษาญี่ปุ่นที่ประกอบด้วยคันจิ ฮิรางานะ และคาตาคานะ

ตัวอย่างเช่น คำว่า "America" จะถูกเขียนเป็น アメリカ (A-me-ri-ka) นอกจากนี้ เพื่อรองรับเสียงในภาษาต่างประเทศที่ไม่มีในภาษาญี่ปุ่น จึงได้มีการพัฒนาระบบ คาตาคานะส่วนขยาย (Extended Katakana) ขึ้นเพื่อช่วยให้การถอดเสียงมีความแม่นยำมากขึ้น

วิธีการถอดเสียงแบบอื่นๆ

นอกเหนือจากการใช้คาตาคานะแล้ว ยังมีการถอดเสียงอีกรูปแบบหนึ่งที่พบน้อยกว่าคือ อาเตจิ (Ateji) ซึ่งเป็นการนำตัวอักษรคันจิมาใช้โดยเน้นที่ค่าเสียงของตัวอักษรนั้นๆ แทนที่จะใช้ความหมายของตัวคันจิ

ข้อตกลงและหลักการทั่วไปในการถอดเสียง

โครงสร้างพยางค์

เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นมีพยางค์ปิด (พยางค์ที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ) น้อยมาก พยัญชนะท้ายพยางค์ในภาษาต้นทางจึงมักจะถูกแทนที่ด้วยตัวอักษรคานะที่ลงท้ายด้วยเสียง -u (หรือบางครั้งเป็น -o หรือ -i) โดยที่เสียงสระมักจะไม่ออกเสียงชัดเจน หรือในบางกรณีพยัญชนะท้ายอาจถูกตัดออกไปเลย

  • ตัวอย่าง: ชื่อ "Jim" เขียนเป็น ジム (Ji-mu)
  • ตัวอย่าง: คำว่า "spring" เขียนเป็น スプリング (su-pu-ri-n-gu)
  • ตัวอย่าง: คำว่า "scratch" เขียนเป็น スクラッチ (su-ku-ra-tchi)

สระประสมและสระเสียงยาว

ภาษาญี่ปุ่นมีเสียงสระพื้นฐานเพียง 5 เสียง ซึ่งเป็นสระเดี่ยว (monophthong) ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อต้องถอดเสียงสระจากภาษาอื่น เช่น ภาษาอังกฤษ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ใกล้เคียงที่สุด

  • สระประสม: จะถูกแทนที่ด้วยลำดับของสระ เช่น "Brown" เป็น ブラウン (Bu-ra-u-n), "nice" เป็น ナイス (na-i-su), "dear" เป็น ディア (di-a)
  • สระเสียงยาว: โดยทั่วไปจะใช้เครื่องหมายขีด ー เพื่อระบุการลากเสียงยาว เช่น "cola" เป็น コーラ (kōra) แทนที่จะเขียนแยกสระ

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นบางประการ เช่น ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ คำว่า "computer" อาจเขียนได้ทั้ง コンピューター (เสียงยาว) และ コンピュータ (เสียงสั้น) ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (JIS)

พยัญชนะ

ภาษาญี่ปุ่นไม่มีการแยกเสียงระหว่าง l และ r ดังนั้น เสียง l จึงถูกถอดเป็นเสียง r เสมอ เช่น "London" จะกลายเป็น ロンドン (Ro-n-do-n)

สำหรับเสียงอื่นๆ ที่ไม่มีในภาษาญี่ปุ่น จะถูกเปลี่ยนเป็นเสียงที่ใกล้เคียงที่สุด เช่น "Smith" เขียนเป็น スミス (Su-mi-su) ส่วนเสียง /v/ ในหลายภาษามักถูกถอดเป็นเสียง b หรือ v (หากใช้คาตาคานะส่วนขยาย) เช่น "Venice" อาจเขียนได้ทั้ง ベネチア (Benechia) หรือ ヴェネツィア (Ve-ne-tsi-a)

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษในภาษาญี่ปุ่นถึงมักลงท้ายด้วยเสียง 'u' หรือ 'o'?

เพราะโครงสร้างพยางค์ของภาษาญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นพยางค์เปิด (ลงท้ายด้วยสระ) จึงต้องเติมสระ -u หรือ -o เพื่อให้สามารถออกเสียงพยัญชนะท้ายของภาษาต้นทางได้

ตัวอักษรคาตาคานะส่วนขยายมีไว้เพื่ออะไร?

มีไว้เพื่อรองรับเสียงในภาษาต่างประเทศที่ไม่มีอยู่ในระบบเสียงพื้นฐานของภาษาญี่ปุ่น ทำให้การถอดเสียงมีความแม่นยำและใกล้เคียงกับภาษาเดิมมากขึ้น

Ateji คืออะไรและแตกต่างจาก Katakana อย่างไร?

Ateji คือการใช้ตัวอักษรคันจิมาเขียนแทนเสียงของคำต่างประเทศ โดยไม่คำนึงถึงความหมายของตัวคันจินั้นๆ ในขณะที่ Katakana เป็นระบบตัวอักษรที่ออกแบบมาเพื่อการถอดเสียงโดยเฉพาะ