Tympanometry การตรวจวัดความยืดหยุ่นของแก้วหูและหูชั้นกลาง
สรุปใจความสำคัญ
- Tympanometry ไม่ใช่การทดสอบการได้ยิน แต่เป็นการวัดการส่งผ่านพลังงานเสียงผ่านหูชั้นกลาง
- ไทม์พาโนแกรม Type A คือลักษณะกราฟปกติ ในขณะที่ Type B และ C บ่งบอกถึงความผิดปกติของหูชั้นกลาง
- การตรวจนี้ช่วยแยกแยะระหว่างการสูญเสียการได้ยินแบบนำส่งเสียงบกพร่อง (Conductive) และแบบประสาทหูเสื่อม (Sensorineural)
- ในทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน จะใช้ความถี่เสียง 1000 Hz แทน 226 Hz เพื่อความแม่นยำ
Tympanometry คือการประเมินทางอะคูสติกเพื่อตรวจสอบสภาพของแก้วหู (tympanic membrane) และกระดูกหูในหูชั้นกลาง โดยการสร้างความแปรปรวนของความดันอากาศในช่องหูภายนอก
การทำงานของ Tympanometry
Tympanometry เป็นการทดสอบเชิงวัตถุประสงค์ (objective test) ของการทำงานของหูชั้นกลาง โดยไม่ใช่การทดสอบการได้ยินโดยตรง แต่เป็นการวัดพลังงานที่ส่งผ่านหูชั้นกลาง ซึ่งวัดโดยใช้ไมโครโฟนที่เป็นส่วนหนึ่งของหัวตรวจ (probe) ที่สอดเข้าไปในช่องหู
การทดสอบนี้ไม่ควรใช้เพื่อประเมินความไวในการได้ยินเพียงอย่างเดียว และผลลัพธ์ควรพิจารณาร่วมกับการตรวจการได้ยินด้วยเสียงบริสุทธิ์ (pure tone audiometry) เสมอ
ความสำคัญในการวินิจฉัย
Tympanometry เป็นส่วนประกอบสำคัญของการประเมินทางโสตวิทยา โดยช่วยให้แพทย์สามารถแยกแยะระหว่าง การสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม (sensorineural hearing loss) และ การสูญเสียการได้ยินแบบการนำส่งเสียงบกพร่อง (conductive hearing loss) ในกรณีที่การทดสอบ Weber และ Rinne ไม่ชัดเจน นอกจากนี้ ในสถานพยาบาลปฐมภูมิ Tympanometry ยังช่วยในการวินิจฉัยโรคหูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) โดยการตรวจพบการสะสมของของเหลวในหูชั้นกลางได้
ขั้นตอนการตรวจและหลักการทำงาน
โดยปกติจะมีการสร้างเสียงความถี่ 226 Hz ซึ่งเป็นความถี่มาตรฐานที่ส่งผ่านหัวตรวจที่สอดเข้าไปในช่องหู เสียงนี้จะทำให้แก้วหูและกระดูกหูสั่นสะเทือน
- ความถี่ที่ใช้: แม้ว่า 226 Hz จะเป็นที่นิยมที่สุด แต่ในทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน จะใช้ความถี่ 1000 Hz เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า ส่วนการตรวจแบบหลายความถี่ (Multi-frequency tympanometry) จะใช้ความถี่ระหว่าง 250 ถึง 2000 Hz เพื่อช่วยระบุความผิดปกติของกระดูกหู
- การส่งผ่านพลังงาน (Admittance): เครื่องมือจะวัดเสียงที่สะท้อนกลับมาและแสดงผลเป็นค่าความยอมให้ (admittance) หรือความยืดหยุ่น (compliance) โดยพล็อตผลลัพธ์ลงในกราฟที่เรียกว่า ไทม์พาโนแกรม (tympanogram)

การแปลผลไทม์พาโนแกรม (Tympanogram Types)
หลังจากทำการตรวจส่องกล้องตรวจหู (otoscopy) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งอุดตันหรือรูทะลุที่แก้วหู แพทย์จะใช้หัวตรวจเปลี่ยนความดันในหูและวัดการตอบสนอง ซึ่งจะได้กราฟรูปแบบต่างๆ ดังนี้:
| ประเภทของกราฟ | ลักษณะและคำอธิบาย |
|---|---|
| Type A | กราฟปกติ ความดันในหูชั้นกลางปกติ และแก้วหูมีความยืดหยุ่นปกติ |
| Type B | กราฟเส้นเรียบ อาจบ่งบอกถึงการมีของเหลวในหูชั้นกลาง, แก้วหูทะลุ หรือมีเนื้องอกในหูชั้นกลาง |
| Type C | กราฟยอดเขาเลื่อนไปทางซ้าย (ความดันลบ) บ่งบอกถึงการทำงานของท่อเอสทาเคียนบกพร่อง ทำให้แก้วหูถูกดึงรั้ง |

ประเภทปลีกย่อยของ Type A
นอกจากนี้ยังมีประเภทย่อย เช่น AS (กราฟตื้น) ซึ่งแสดงถึงระบบหูชั้นกลางที่แข็งตัว (stiff) และ AD (กราฟลึก) ซึ่งอาจเกิดจากกระดูกหูขาดออกจากกันหรือแก้วหูบางผิดปกติ
นวัตกรรมและการเข้าถึงการตรวจ
ปัจจุบันมีความพยายามในการลดต้นทุนการตรวจโดยการใช้สมาร์ทโฟน โดยในปี 2022 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันได้พัฒนาเครื่องตรวจ Tympanometer แบบพกพาที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถคำนวณและแสดงผลไทม์พาโนแกรมได้แบบเรียลไทม์ โดยให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับเครื่องตรวจเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยหูชั้นกลางในพื้นที่ห่างไกลทำได้ง่ายขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
Tympanometry คืออะไร?
คือการตรวจวัดความยืดหยุ่นของแก้วหูและการทำงานของหูชั้นกลางโดยการเปลี่ยนความดันอากาศในช่องหู เพื่อดูว่าเสียงส่งผ่านไปยังหูชั้นกลางได้ดีเพียงใด
ผลการตรวจ Type B หมายถึงอะไร?
ผล Type B มักหมายถึงมีของเหลวสะสมในหูชั้นกลาง หรืออาจเกิดจากแก้วหูทะลุ ซึ่งทำให้กราฟไม่มีจุดยอดความดัน
การตรวจนี้เจ็บหรือไม่?
การตรวจนี้ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด โดยเป็นการใช้หัวตรวจสอดเข้าไปในช่องหูเพื่อส่งเสียงและความดันอากาศ ซึ่งเป็นวิธีที่ตรวจวินิจฉัยแบบไม่รุกล้ำ (non-invasive)