← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สหราชอาณาจักรใน NATO บทบาทและยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ

สรุปใจความสำคัญ

  • สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของ NATO ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949
  • เป้าหมายการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของสหราชอาณาจักรคือ 2.5% ของ GDP ภายในปี ค.ศ. 2027
  • สหราชอาณาจักรได้จัดซื้อเครื่องบิน F-35A เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ

สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 โดยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความมั่นคงของโลกและเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางทหารที่สำคัญที่สุดของพันธมิตร

ประวัติศาสตร์และการก่อตั้ง

หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 และการขึ้นสู่อำนาจของพรรคแรงงาน (Labour Party) วินสตัน เชอร์ชิลล์ ได้ประกาศแนวทาง "แอตแลนติก" เพื่อตอบสนองความต้องการของสหราชอาณาจักร ซึ่งในขณะนั้นต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐอเมริกา การสร้างพันธมิตรทางการเมืองกับสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของอังกฤษ

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 รัฐบาลของเคลเมนต์ แอทลี ได้สนับสนุนนโยบายความสามัคคีของแอตแลนติก ซึ่งร่วมกับรัฐบาลของประธานาธิบดีทรูแมนของสหรัฐฯ กลายเป็นผู้ริเริ่มสงครามเย็น (Cold War)

บทบาททางทหารและการปฏิบัติการ

สหราชอาณาจักรมีบทบาททางการเมืองและทางการทหารที่สำคัญภายใน NATO โดยมีการส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าปฏิบัติการในหลายภารกิจสำคัญ ดังนี้:

  • สงครามโคโซโว (ค.ศ. 1999): กองทัพอากาศสหราชอาณาจักร (Royal Air Force) ได้ส่งเครื่องบิน Tornado และ Harrier เข้าปฏิบัติการทิ้งระเบิดในยูโกสลาเวีย
  • ภารกิจในอัฟกานิสถาน (ค.ศ. 2001): กองทัพอังกฤษได้เข้าร่วมในภารกิจ ISAF ภายใต้การนำของ NATO
  • ภารกิจในลิเบีย (ค.ศ. 2011): กองทัพอังกฤษได้เข้าร่วมในภารกิจของสหประชาชาติภายใต้การนำของ NATO ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011

การรับสมาชิกใหม่

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2022 สหราชอาณาจักรได้ให้การรับรองอย่างเต็มที่ต่อคำขอเข้าเป็นสมาชิก NATO ของฟินแลนด์และสวีเดน

ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศและงบประมาณ

นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้ถึงเป้าหมายของ NATO ที่ 2.5% ของ GDP โดยมีการทบทวนโครงสร้างกองทัพอังกฤษอย่างละเอียด

ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2025 สตาร์เมอร์ประกาศเลื่อนกำหนดการบรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ 2.5% ของ GDP ให้เร็วขึ้นเป็นเดือนเมษายน ค.ศ. 2027 โดยจะใช้เงินทุนจากงบประมาณความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance) ซึ่งลดลงจาก 0.5% เหลือ 0.3%

การเสริมสร้างแสนยานุภาพทางนิวเคลียร์

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 สตาร์เมอร์ประกาศซื้อเครื่องบิน F-35A ที่สามารถบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเครื่องบินที่มีความสามารถสองทาง (Dual Capable Aircraft Nuclear mission) ซึ่งถือเป็นการเสริมสร้างศักยภาพทางนิวเคลียร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหนึ่งชั่วอายุคน

นอกจากนี้ เขายังให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศเป็น 5% ของ GDP ภายในปี ค.ศ. 2035 และส่งมอบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง 350 ลูกให้แก่ยูเครน โดยใช้เงินทุนจากดอกเบี้ยของทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัด

ความท้าทายและปัญหาภายใน

แผนการลงทุนด้านการป้องกันประเทศ (Defence Investment Plan) ประสบปัญหาความล่าช้าเนื่องจากช่องว่างทางงบประมาณจำนวน 2.8 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสหราชอาณาจักรในสายตาพันธมิตร NATO และความมั่นใจของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จอห์น ฮีลีย์ (John Healey) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม อัล คาร์นส์ (Al Carns) ลาออกในวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2026 เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในแผนการลงทุน

ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2026 นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ประกาศแผนการลงทุนด้านการป้องกันประเทศฉบับปรับปรุง ซึ่งเพิ่มงบประมาณประมาณ 1.5 พันล้านปอนด์ ก่อนที่เขาจะประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคแรงงาน

คำถามที่พบบ่อย

สหราชอาณาจักรเข้าเป็นสมาชิก NATO เมื่อใด?

สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของ NATO โดยเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949

เป้าหมายงบประมาณกลาโหมของสหราชอาณาจักรภายใต้รัฐบาลสตาร์เมอร์คืออะไร?

นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศให้ถึง 2.5% ของ GDP ภายในเดือนเมษายน ค.ศ. 2027 และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 5% ของ GDP ภายในปี ค.ศ. 2035

สหราชอาณาจักรสนับสนุนยูเครนในด้านการทหารอย่างไร?

สหราชอาณาจักรได้ส่งมอบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง 350 ลูกให้แก่ยูเครน โดยใช้เงินทุนจากดอกเบี้ยของทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัด