← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การประท้วงหยุดงานของคนงานเหมืองถ่านหินสหราชอาณาจักร ปี 1969

สรุปใจความสำคัญ

  • การประท้วงเริ่มวันที่ 13 ตุลาคม 1969 และกินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
  • ส่งผลให้คณะกรรมการถ่านหินแห่งชาติ (NCB) สูญเสียรายได้ 15 ล้านปอนด์ และถ่านหิน 2.5 ล้านตัน
  • เป็นการใช้กลยุทธ์ 'Flying Pickets' (กลุ่มผู้ประท้วงเคลื่อนที่) เป็นครั้งแรกอย่างกว้างขวาง
  • สาเหตุหลักคือการเรียกร้องลดชั่วโมงการทำงานของคนงานบนพื้นผิว (Surface Workers)

ในปี 1969 สหราชอาณาจักรได้เผชิญกับการประท้วงหยุดงานอย่างไม่เป็นทางการของคนงานเหมืองถ่านหิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเหมืองถ่านหิน 140 แห่งจากทั้งหมด 307 แห่งที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการถ่านหินแห่งชาติ (National Coal Board - NCB) โดยการประท้วงครั้งนี้ครอบคลุมเหมืองทุกแห่งในพื้นที่ยอร์กเชียร์ (Yorkshire) และพื้นที่สำคัญอื่นๆ

บริบทและสาเหตุของการประท้วง

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม 1969 และดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์ สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากเรื่องค่าจ้างโดยตรง แต่เป็นเรื่องของ ชั่วโมงการทำงานของคนงานบนพื้นผิว (Surface Workers) ซึ่งมักจะเป็นคนงานเหมืองที่อายุมากและไม่สามารถทำงานใต้ดินได้อีกต่อไป โดยคนงานกลุ่มนี้ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าและมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานกว่าคนงานที่ทำงานใต้ดิน

แม้ว่าในการประชุมประจำปีของสหภาพแรงงานคนงานเหมืองแห่งชาติ (National Union of Mineworkers - NUM) เมื่อเดือนกรกฎาคม 1968 จะมีการลงมติให้เรียกร้องให้ลดชั่วโมงการทำงานของคนงานบนพื้นผิวลงเหลือ 7 ชั่วโมง 45 นาที แต่คณะกรรมการบริหารของสหภาพฯ กลับไม่ได้ดำเนินการตามมตินั้น นำไปสู่ความไม่พอใจอย่างรุนแรง

ลำดับเหตุการณ์และการขยายตัวของการประท้วง

ในวันที่ 11 ตุลาคม อาเธอร์ สการ์กิลล์ (Arthur Scargill) ได้นำกลุ่มคนงานเหมืองในยอร์กเชียร์ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวในสภาพื้นที่ของ NUM ยอร์กเชียร์ แม้ว่าประธานสภาในขณะนั้นจะพยายามระงับการเคลื่อนไหว แต่ตัวแทนคนงานได้ลงมติให้หยุดงานประท้วงด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 85 ต่อ 3 เสียง

การใช้ 'Flying Pickets' เป็นครั้งแรก

ภายใน 48 ชั่วโมง คนงานเหมือง 70,000 คนในยอร์กเชียร์ได้หยุดงานประท้วง และการหยุดงานได้ลุกลามไปยังพื้นที่เหมืองถ่านหินที่ดุดัน เช่น เคนต์, เวลส์ใต้ และสกอตแลนด์ ในขณะที่พื้นที่เดอร์บีเชียร์และน็อตติงแฮมเชียร์ซึ่งมีความคิดอนุรักษ์นิยมมากกว่ากลับไม่ตอบสนองต่อการเรียกหยุดงาน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ "Flying Pickets" หรือกลุ่มผู้ประท้วงที่เคลื่อนที่เร็วเพื่อไปกดดันให้เหมืองในพื้นที่อื่นหยุดงานตาม ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรงและการเรียกกำลังตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงการประท้วงที่รุนแรงยิ่งขึ้นในการหยุดงานครั้งใหญ่ปี 1984-85

การยุติข้อพิพาทและผลกระทบ

ข้อพิพาทนี้สิ้นสุดลงเมื่อ อัลฟ์ โรเบนส์ (Alf Robens) ประธาน NCB เสนอให้เพิ่มค่าจ้างรายสัปดาห์ 27 ชิลลิง 6 เพนซ์ (ประมาณ 1.375 ปอนด์) เพื่อเป็นการประนีประนอม แม้ว่าประเด็นเรื่องชั่วโมงการทำงานของคนงานบนพื้นผิวจะยังไม่ได้รับการแก้ไขในทันที แต่คนงานส่วนใหญ่ยอมรับข้อเสนอชุดนี้ผ่านการลงคะแนนเสียง

ผลกระทบต่อสหภาพ NUM

การประท้วงครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ NUM เปลี่ยนแนวทางไปสู่ความดุดันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ยอร์กเชียร์ ซึ่งผู้นำสายกลางถูกแทนที่ด้วยผู้นำปีกซ้าย การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การปิดเหมืองที่เริ่มส่งผลกระทบทางจิตวิทยา และความล้มเหลวของผู้นำระดับชาติในการเจรจาผลประโยชน์กับรัฐบาลแรงงานในขณะนั้น

คำถามที่พบบ่อย

สาเหตุหลักของการประท้วงหยุดงานของคนงานเหมืองปี 1969 คืออะไร?

สาเหตุหลักคือความไม่พอใจในชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและค่าจ้างที่ต่ำของคนงานบนพื้นผิว (Surface Workers) ซึ่งเป็นคนงานที่ไม่ได้ทำงานใต้ดิน

ใครคือบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการนำการประท้วงในยอร์กเชียร์?

อาเธอร์ สการ์กิลล์ (Arthur Scargill) เป็นผู้นำกลุ่มคนงานเหมืองในยอร์กเชียร์ที่ผลักดันให้เกิดการหยุดงานประท้วง

ผลลัพธ์ของการประท้วงครั้งนี้ส่งผลอย่างไรต่อสหภาพ NUM?

ทำให้สหภาพแรงงานคนงานเหมืองแห่งชาติ (NUM) เปลี่ยนแนวทางไปสู่ความดุดันและมีแนวคิดปีกซ้ายมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ยอร์กเชียร์