สำนักงานสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- ดำเนินการสำมะโนประชากรทุก 10 ปี เพื่อจัดสรรที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรและคณะผู้เลือกตั้ง
- ช่วยในการจัดสรรงบประมาณรัฐบาลกลางมูลค่ากว่า 675 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
- สังกัดกระทรวงพาณิชย์แห่งสหรัฐอเมริกา และมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายสหรัฐอเมริกา ลักษณะ 13
- นอกจากการสำมะโนประชากรหลัก ยังมีการสำรวจอื่นๆ กว่า 130 รายการต่อปี รวมถึงสำมะโนเศรษฐกิจทุก 5 ปี
สำนักงานสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Census Bureau) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Bureau of the Census เป็นหน่วยงานสถิติระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา สังกัดกระทรวงพาณิชย์ (United States Department of Commerce) มีหน้าที่หลักในการผลิตข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับประชากรและเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา โดยผู้อำนวยการสำนักงานฯ จะได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ภารกิจหลักและความสำคัญ
ภารกิจที่สำคัญที่สุดของสำนักงานฯ คือการดำเนินการสำมะโนประชากรทุกๆ 10 ปี (Decennial Census) ซึ่งผลลัพธ์จากการนับจำนวนประชากรนี้จะถูกนำไปใช้ในการจัดสรรจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (United States House of Representatives) ให้กับแต่ละรัฐตามสัดส่วนประชากร นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำมะโนประชากรและผลสำรวจต่างๆ ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 675 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่น ชุมชน และภาคธุรกิจสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ เช่น การวางแผนสร้างและบำรุงรักษาโรงเรียน โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรสำหรับหน่วยงานตำรวจและดับเพลิง

การดำเนินงานและโครงการสำรวจ
นอกเหนือจากการสำมะโนประชากรทุก 10 ปีแล้ว สำนักงานฯ ยังดำเนินโครงการสำรวจและโปรแกรมทางสถิติกว่า 130 รายการต่อปี ตัวอย่างโครงการที่สำคัญ ได้แก่:
- การสำรวจชุมชนอเมริกัน (American Community Survey): การเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของประชากร
- สำมะโนเศรษฐกิจสหรัฐ (United States Economic Census): จัดทำทุก 5 ปี เพื่อรายงานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการวางแผนทางธุรกิจ
- การสำรวจประชากรปัจจุบัน (Current Population Survey): การติดตามการเปลี่ยนแปลงของประชากรในระยะสั้น
นอกจากนี้ ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศที่รัฐบาลกลางประกาศ มักจะใช้ข้อมูลที่ผลิตโดยสำนักงานสำมะโนประชากรเป็นพื้นฐานหลัก
อำนาจหน้าที่ทางกฎหมายและประวัติความเป็นมา
รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา มาตรา 1 ส่วนที่ 2 กำหนดให้มีการนับจำนวนประชากรอย่างน้อยทุกๆ 10 ปี เพื่อใช้กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละรัฐ และส่งผลต่อเนื่องถึงจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) โดยอำนาจทางกฎหมายของสำนักงานฯ ถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายสหรัฐอเมริกา ลักษณะ 13 (Title 13 of the United States Code)

วิวัฒนาการของหน่วยงาน
ในช่วงปี ค.ศ. 1790 ถึง 1840 การสำมะโนประชากรดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่มาร์แชล (Marshals) ของเขตตุลาการ ต่อมาในปี ค.ศ. 1840 ได้มีการจัดตั้งสำนักงานกลางที่เรียกว่า "สำนักงานสำมะโนประชากร" (Census Office) และมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการสำรวจทุก 10 ปีอย่างต่อเนื่อง
ในปี ค.ศ. 1902 สำนักงานฯ ถูกย้ายไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และในปี ค.ศ. 1903 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานสำมะโนประชากร" (Census Bureau) ภายใต้กระทรวงพาณิชย์และแรงงาน ก่อนที่จะสังกัดกระทรวงพาณิชย์เพียงอย่างเดียวในปี ค.ศ. 1913 หลังจากมีการแยกกระทรวงแรงงานออกมา
การจัดเก็บข้อมูลและภูมิภาคทางสถิติ
สำนักงานสำมะโนประชากรได้กำหนดภูมิภาคทางสถิติ 4 ภูมิภาค และแบ่งย่อยเป็น 9 เขต (Divisions) ซึ่งการแบ่งนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติของสหรัฐอเมริกา โดยครอบคลุมรัฐต่างๆ และเขตโคลัมเบีย (District of Columbia) แต่ไม่รวมดินแดนโพ้นทะเล

เกร็ดประวัติศาสตร์การสำรวจ
การสำมะโนประชากรครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1790 และเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1791 โดยมีจำนวน 56 หน้า และใช้งบประมาณในการดำเนินการ 44,377.28 ดอลลาร์
คำถามที่พบบ่อย
สำนักงานสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐอเมริกามีหน้าที่หลักคืออะไร?
หน้าที่หลักคือการจัดทำสำมะโนประชากรทุก 10 ปี เพื่อใช้ในการจัดสรรที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละรัฐ และจัดเก็บข้อมูลสถิติประชากรและเศรษฐกิจเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศและจัดสรรงบประมาณรัฐบาลกลาง
ข้อมูลจากการสำมะโนประชากรถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร?
ใช้ในการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, จัดสรรงบประมาณรัฐบาลกลางสำหรับโรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐาน, และช่วยให้ภาคธุรกิจใช้ในการวางแผนการลงทุน
การสำมะโนเศรษฐกิจ (Economic Census) แตกต่างจากการสำมะโนประชากรอย่างไร?
การสำมะโนประชากรเน้นการนับจำนวนและลักษณะของประชากรทุก 10 ปี ส่วนการสำมะโนเศรษฐกิจจะจัดทำทุก 5 ปี โดยเน้นการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา
