แนวคิดรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าในสหรัฐอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- Thomas Paine เป็นหนึ่งในบุคคลแรกๆ ที่เสนอแนวคิดคล้ายรายได้พื้นฐานในสหรัฐฯ ในปี 1796
- ในช่วงปี 1968-1982 มีการทดลองภาษีเงินได้แบบติดลบ 5 โครงการใหญ่ในสหรัฐฯ และแคนาดา
- กองทุนถาวรของรัฐอะลาสก้า (Alaska Permanent Fund) จ่ายเงินปันผลจากรายได้น้ำมันให้พลเมืองทุกคนตั้งแต่ปี 1982
- Milton Friedman และ Martin Luther King Jr. ต่างเคยสนับสนุนแนวคิดการรับประกันรายได้เพื่อขจัดความยากจน
รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income หรือ UBI) และระบบภาษีเงินได้แบบติดลบ (Negative Income Tax) เป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา แนวคิดนี้มุ่งเน้นการจัดสรรเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลให้แก่พลเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อลดความยากจนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับพื้นฐาน
ประวัติศาสตร์ยุคแรก (ศตวรรษที่ 18 ถึงปี 1900)
หนึ่งในบุคคลแรกๆ ที่เสนอแนวคิดที่มีความคล้ายคลึงกับรายได้พื้นฐานระดับชาติในสหรัฐฯ คือ Thomas Paine ซึ่งได้นำเสนอในงานเขียน Agrarian Justice (1796/1797) โดย Paine เสนอให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่คนหนุ่มสาวในช่วงอายุ 20 ปี ซึ่งเงินทุนดังกล่าวจะมาจากภาษีมรดก โดยเขามองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องของความยุติธรรมทางสังคม ต่อมาในปี 1797 Thomas Spence ได้นำเสนอข้อเสนอรายได้พื้นฐานที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (ปี 1900–1960)
ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 มีผู้สนับสนุนแนวคิดรายได้พื้นฐานในหลายรูปแบบ เช่น Huey Long ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา ซึ่งนำเสนอนโยบาย "Share Our Wealth" เพื่อกระจายความมั่งคั่ง รวมถึงกลุ่มผู้ติดตามแนวคิดของ Henry George ที่สนับสนุนการจัดเก็บภาษีที่ดินเพื่อนำมาเป็นสวัสดิการ
การขยายตัวของแนวคิดในทศวรรษ 1960 และ 1970
ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 การถกเถียงเรื่องรายได้พื้นฐานและภาษีเงินได้แบบติดลบเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับโครงสร้าง
การสนับสนุนจากนักเศรษฐศาสตร์และนักเคลื่อนไหว
ในปี 1968 นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เช่น James Tobin, Paul Samuelson และ John Kenneth Galbraith พร้อมด้วยนักเศรษฐศาสตร์อีกกว่า 1,200 คน ได้ลงนามเรียกร้องให้สภาคองเกรสนำระบบการรับประกันรายได้มาใช้ ขณะที่ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมคลาสสิก ได้สนับสนุนภาษีเงินได้แบบติดลบในปี 1962 และ 1980 โดยมองว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยไม่สร้างระบบราชการที่ซับซ้อน
นอกจากนี้ Martin Luther King Jr. ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง ยังได้แสดงการสนับสนุนแนวคิดรายได้พื้นฐานในหนังสือ Where Do We Go From Here: Chaos or Community? (1967) โดยมองว่าเป็นการแก้ปัญหาความยากจนที่ตรงจุดที่สุด
โครงการทดลองภาษีเงินได้แบบติดลบ
ระหว่างปี 1968 ถึง 1982 รัฐบาลสหรัฐฯ และแคนาดาได้ดำเนินโครงการทดลองภาษีเงินได้แบบติดลบทั้งหมด 5 โครงการ ซึ่งถือเป็นการทดลองทางสังคมศาสตร์ครั้งสำคัญของโลก ได้แก่:
- New Jersey Income Maintenance Experiment: ดำเนินการในเมืองเทรนตัน, พาสเซอิก, แพเทอร์สัน และเจอร์ซีย์ซิตี (รวมถึงสแครนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย) ระหว่างปี 1968–1972
- Rural Income Maintenance Experiment: ดำเนินการในพื้นที่ชนบทของรัฐไอโอวาและนอร์ทแคโรไลนา ระหว่างปี 1969–1973
- Gary, Indiana: ดำเนินการระหว่างปี 1971–1974
- Seattle (SIME) และ Denver (DIME): ดำเนินการระหว่างปี 1971–1982
- Manitoba, Canada ("Mincome"): ดำเนินการระหว่างปี 1974–1979
ผลการทดลองโดยทั่วไปพบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการมีแนวโน้มที่จะลดชั่วโมงการทำงานลงเล็กน้อย (ประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ต่อปี) เนื่องจากมีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
กองทุนถาวรของรัฐอะลาสก้า (Alaska Permanent Fund)
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของระบบรายได้พื้นฐานบางส่วนในสหรัฐฯ คือ กองทุนถาวรของรัฐอะลาสก้า ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1982 โดยมี Jay Hammond อดีตผู้ว่าการรัฐอะลาสก้าเป็นผู้ผลักดันหลัก
กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการรายได้จากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรัฐอะลาสก้า โดยนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนและจ่ายเงินปันผลรายปีให้แก่ผู้อยู่อาศัยถาวรทุกคนในรัฐ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยประมาณ 1,600 ดอลลาร์ต่อปี (ปรับตามค่าเงินปี 2019) เพื่อให้แน่ใจว่าความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติจะถูกกระจายไปยังพลเมืองทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่คนรุ่นปัจจุบัน
การเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบัน (2010–ปัจจุบัน)
ในทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิด UBI กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแทนที่แรงงานด้วย AI โดยพรรค Green Party ของสหรัฐฯ ได้บรรจุ UBI ไว้ในนโยบายตั้งแต่ปี 2010 เพื่อลดขั้นตอนทางราชการและเพิ่มอิสระในการดำเนินชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในระดับรัฐ เช่น ข้อเสนอในรัฐฮาวาย และร่างกฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนียที่เสนอให้มีการจ่ายเงินรายเดือนแบบไม่มีเงื่อนไขจำนวน 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการถกเถียงเรื่องรายได้พื้นฐานได้เปลี่ยนจากทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ไปสู่การพิจารณาในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้มากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) แตกต่างจากภาษีเงินได้แบบติดลบ (NIT) อย่างไร?
UBI คือการจ่ายเงินให้ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข ส่วน NIT คือระบบที่รัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ยิ่งรายได้น้อยยิ่งได้รับเงินช่วยเหลือมาก แต่ทั้งสองระบบมีเป้าหมายเดียวกันคือการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ
ผลการทดลองรายได้พื้นฐานในสหรัฐฯ ช่วงปี 1960-1970 เป็นอย่างไร?
ผลการทดลองโดยทั่วไปพบว่าผู้ได้รับเงินช่วยเหลือลดการทำงานลงเล็กน้อย (ประมาณ 2-4 สัปดาห์ต่อปี) แต่ไม่ได้เลิกทำงานในวงกว้างอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
กองทุนถาวรของรัฐอะลาสก้าทำงานอย่างไร?
รัฐอะลาสก้าจะนำรายได้จากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาสะสมในกองทุนและนำไปลงทุน โดยเงินปันผลจากการลงทุนนั้นจะถูกนำมาจ่ายเป็นรายได้พื้นฐานบางส่วนให้แก่ผู้อยู่อาศัยถาวรทุกคนในรัฐ