วัสดุซูเปอร์แบล็ก Vantablack
สรุปใจความสำคัญ
- ดูดซับแสงที่มองเห็นได้ได้สูงสุดถึง 99.965%
- ผลิตจากท่อคาร์บอนนาโน (Carbon Nanotubes) ที่จัดเรียงตัวในแนวตั้ง
- ถูกคิดค้นและพัฒนาโดยบริษัท Surrey NanoSystems จากสหราชอาณาจักร
- ถูกนำไปใช้ในกล้องโทรทรรศน์และอุปกรณ์ดาราศาสตร์เพื่อลดแสงรบกวน
Vantablack คือกลุ่มของวัสดุเคลือบผิวประเภทซูเปอร์แบล็ก (Super-black coatings) ที่มีความสามารถในการสะท้อนแสงต่ำมาก โดยมีค่าการสะท้อนแสงรวมแบบครึ่งทรงกลม (Total Hemispherical Reflectance - THR) ต่ำกว่า 1% ในสเปกตรัมของแสงที่มองเห็นได้ ชื่อของวัสดุนี้เป็นการผสมคำระหว่างตัวย่อ VANTA (Vertically Aligned Nanotube Arrays หรือ อาร์เรย์ของท่อนาโนที่จัดเรียงในแนวตั้ง) และคำว่า black (สีดำ)
กลไกการทำงานและคุณสมบัติทางกายภาพ
Vantablack รุ่นดั้งเดิมถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการตกสะสมไอทางเคมี (Chemical Vapour Deposition - CVD) โดยประกอบด้วย "ป่า" ของท่อคาร์บอนนาโน (Carbon Nanotubes) ที่เติบโตในแนวตั้งบนพื้นผิววัสดุ เมื่อแสงตกกระทบ Vantablack แสงจะไม่สะท้อนกลับ แต่จะถูกกักเก็บและสะท้อนไปมาอยู่ระหว่างท่อนาโนเหล่านี้จนถูกดูดซับและเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในที่สุด

คุณสมบัติเด่นของ Vantablack คือการดูดซับแสงที่มองเห็นได้ได้สูงสุดถึง 99.965% ซึ่งสูงกว่าวัสดุดูดซับแสงที่ NASA เคยพัฒนาในอดีต เนื่องจาก Vantablack สามารถผลิตได้ที่อุณหภูมิ 400 องศาเซลเซียส ในขณะที่วัสดุของ NASA ต้องใช้ความร้อนสูงถึง 750 องศาเซลเซียส ทำให้ Vantablack สามารถนำไปใช้กับวัสดุที่ทนความร้อนได้ต่ำกว่าได้ นอกจากนี้ยังมีค่าการปล่อยก๊าซ (Outgassing) และการหลุดร่วงของอนุภาคที่ต่ำ ทำให้มีความเหมาะสมในการใช้งานเชิงพาณิชย์และในสภาวะสุญญากาศ
ประวัติและการพัฒนา
Vantablack ถูกคิดค้นโดย Ben Jensen ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของบริษัท Surrey NanoSystems และเปิดตัวสู่สาธารณะในเดือนกรกฎาคม ปี 2014 โดยมีการพัฒนาในช่วงแรกที่ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์แห่งชาติ (National Physical Laboratory) ในสหราชอาณาจักร
การผลิตเชิงพาณิชย์และผลิตภัณฑ์
Surrey NanoSystems ได้พัฒนา Vantablack ออกเป็นหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองการใช้งานที่แตกต่างกัน:
- CVD Vantablack: รุ่นดั้งเดิมที่ใช้กระบวนการปลูกท่อนาโนในแนวตั้ง ปัจจุบันไม่ได้ผลิตเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ทั่วไปแล้วเนื่องจากมีรุ่นที่ใช้งานง่ายกว่าเข้ามาแทนที่
- Vantablack S-VIS และ S-IR: เป็นสีสเปรย์ที่ประกอบด้วยท่อนาโนที่จัดเรียงตัวแบบสุ่ม มีประสิทธิภาพในการดูดซับแสงในย่านอินฟราเรดได้ดีกว่า และต้องใช้การอบความร้อนที่อุณหภูมิ 100–280 องศาเซลเซียส พร้อมกระบวนการในสุญญากาศ
- Vantablack VBx: สีสเปรย์ที่ไม่ใช้ท่อนาโน ซึ่งมีขั้นตอนการใช้งานที่ง่ายกว่า
การประยุกต์ใช้งาน
ด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์
เนื่องจากความสามารถในการดูดซับแสงที่ยอดเยี่ยม Vantablack จึงถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น:
- กล้องโทรทรรศน์: ใช้เคลือบเพื่อป้องกันแสงรบกวน (Stray light) ไม่ให้เข้าไปในระบบเลนส์ ซึ่งช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพจากห้วงอวกาศ
- กล้องอินฟราเรด: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซนเซอร์และกล้องอินฟราเรดทั้งบนโลกและในอวกาศ
- ดาวเทียม: มหาวิทยาลัย Surrey กำลังพัฒนาการใช้ Vantablack เคลือบดาวเทียมเพื่อลดการสะท้อนแสงที่รบกวนการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์จากพื้นโลก
- พลังงานแสงอาทิตย์: มีศักยภาพในการนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์ในการดูดซับพลังงาน
ด้านศิลปะและข้อพิพาท
Surrey NanoSystems ได้มอบสิทธิ์การใช้งาน Vantablack S-VIS ให้กับศิลปิน Anish Kapoor แต่เพียงผู้เดียวสำหรับการใช้งานในเชิงศิลปะ ข้อตกลงนี้สร้างความไม่พอใจให้กับศิลปินคนอื่นๆ ที่ต้องการทดลองใช้สีดำที่เข้มที่สุดนี้ จนนำไปสู่การตอบโต้จากศิลปิน Jason Chase และบริษัท Nanolab ที่ร่วมกันเปิดตัวสี Singularity Black เพื่อเป็นทางเลือกให้กับศิลปินทั่วไป
คำถามที่พบบ่อย
Vantablack คืออะไร?
Vantablack คือวัสดุเคลือบผิวที่ดำที่สุดชนิดหนึ่งในโลก ผลิตจากท่อคาร์บอนนาโนที่ทำหน้าที่ดักจับแสงที่ตกกระทบให้สะท้อนไปมาจนถูกดูดซับเกือบทั้งหมด ทำให้วัตถุที่เคลือบดูเหมือนเป็นหลุมดำหรือพื้นที่ว่างสองมิติ
ทำไม Vantablack ถึงดำกว่าสีดำทั่วไป?
เพราะโครงสร้างระดับนาโนของมันประกอบด้วยท่อคาร์บอนขนาดเล็กจำนวนมากที่จัดเรียงตัวในแนวตั้ง ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับกับดักแสง ทำให้แสงไม่สะท้อนกลับออกมาสู่สายตาผู้มอง แต่ถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนแทน
ใครสามารถใช้ Vantablack ในงานศิลปะได้?
ปัจจุบันสิทธิ์การใช้งาน Vantablack S-VIS สำหรับงานศิลปะถูกมอบให้แก่ Anish Kapoor ศิลปินชาวอังกฤษแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ศิลปินคนอื่นไม่สามารถซื้อมาใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
Vantablack นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?
การใช้งานหลักคือในด้านดาราศาสตร์ เช่น การเคลือบภายในกล้องโทรทรรศน์เพื่อป้องกันแสงรบกวน และการใช้ในอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีอินฟราเรดในอวกาศ