← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Vocation: ความหมายของ 'การทรงเรียก' ในบริบทคริสเตียนและสากล

Vocation: ความหมายของ 'การทรงเรียก' ในบริบทคริสเตียนและสากล คำว่า Vocation (มาจากภาษาละติน vocatio ซึ่งแปลว่า 'การเรียก' หรือ 'การเรียกตัว') ในปัจจุบันมักถูกใช้ในบริบทที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพื่อหมายถึงอาชีพที่บุ

สรุปใจความสำคัญ

  • Vocation มาจากภาษาละติน 'vocatio' แปลว่า การเรียก หรือ การเรียกตัว
  • ในยุคแรกเริ่ม Vocation หมายถึงการถูกเรียกให้เป็นนักบวชหรือศาสนบริกรเท่านั้น
  • มาร์ติน ลูเธอร์ และ จอห์น คาลวิน เปลี่ยนมุมมองให้การทรงเรียกครอบคลุมถึงอาชีพทางโลกด้วย
  • ปัจจุบันคำว่า Vocation ถูกใช้ในบริบททางโลกเพื่อหมายถึงอาชีพที่บุคคลมีความหลงใหลและเหมาะสม

คำว่า Vocation (มาจากภาษาละติน vocatio ซึ่งแปลว่า 'การเรียก' หรือ 'การเรียกตัว') ในปัจจุบันมักถูกใช้ในบริบทที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพื่อหมายถึงอาชีพที่บุคคลหนึ่งมีความสนใจเป็นพิเศษ มีความเหมาะสม มีการฝึกฝน หรือมีคุณสมบัติครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ความหมายดั้งเดิมของคำนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความเชื่อในคริสต์ศาสนา

ประวัติศาสตร์ของการทรงเรียก

แนวคิดเรื่อง 'การทรงเรียก' (Calling) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในคริสต์ศาสนา ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม คำนี้ถูกใช้เรียกผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศาสนบริกรหรือนักบวช ต่อมาได้ขยายความหมายไปถึงผู้ที่รู้สึกว่าตนเองถูกดึงดูดให้ใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดผ่านวิถีชีวิตแบบฤาษี นักบวช และแม่ชี

มุมมองของนิกายโรมันคาทอลิก

ก่อนศตวรรษที่ 16 คำว่า 'vocation' มักหมายถึงการเรียกจากพระเจ้าสู่บุคคลหนึ่ง หรือการเรียกมนุษยชาติทั้งหมดให้ไปสู่ความรอด โดยเฉพาะในคัมภีร์ Vulgate และหมายถึงการเรียกสู่ตำแหน่งพระสงฆ์หรือชีวิตทางศาสนา ซึ่งยังคงเป็นความหมายหลักในนิกายโรมันคาทอลิก แม้ว่าในเวลาต่อมาสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น พอลที่ 2 จะทรงระบุว่าการแต่งงานก็เป็น 'การทรงเรียกและพันธกิจที่แท้จริง' เช่นเดียวกับชีวิตทางศาสนาและการรับใช้ในฐานะศาสนบริกร

การปฏิรูปศาสนาและมุมมองของโปรเตสแตนต์

มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) และจอห์น คาลวิน (John Calvin) ได้ให้ความสำคัญกับการทรงเรียกในมุมมองที่กว้างขึ้น โดยมองว่าอาชีพทางโลกส่วนใหญ่สามารถเป็นการทรงเรียกจากพระเจ้าได้

  • มาร์ติน ลูเธอร์: สอนว่าแต่ละบุคคลควรปฏิบัติหน้าที่ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ในชีวิตประจำวัน
  • จอห์น คาลวิน: เน้นย้ำถึงการทำงานอย่างมีระเบียบวินัยและขยันหมั่นเพียร โดยแบ่งการทรงเรียกเป็นสองประเภท คือ การทรงเรียกทั่วไปเพื่อรับใช้พระเจ้า และการทรงเรียกเฉพาะเพื่อประกอบอาชีพที่สร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น

แนวคิดนี้ส่งผลให้กลุ่มพิวริตัน (Puritans) และกลุ่มคาลวินิสต์ (Calvinists) มองว่าการทำงานในอาชีพทางโลกอย่างเต็มความสามารถคือการถวายเกียรติแด่พระเจ้า

สัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์
แนวคิดเรื่องการทรงเรียกมีความหลากหลายและลึกซึ้งในแต่ละนิกายของคริสต์ศาสนา

ความหมายในปัจจุบันและบริบททางสังคม

มรดกจากจริยธรรมทางศาสนานี้ยังคงส่งผลต่อสังคมตะวันตกในปัจจุบัน อาชีพที่มักถูกมองว่าเป็น 'vocation' ในปัจจุบันมักเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะควบคู่ไปกับการช่วยเหลือชุมชน เช่น แพทย์ พยาบาล และสัตวแพทย์ หรืออาชีพที่ผลตอบแทนหลักไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นความพึงพอใจทางจิตวิญญาณและการรับใช้สังคม

แนวคิดหลักของการทรงเรียกในคริสต์ศาสนา

หัวใจสำคัญของ Vocation คือความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์แต่ละคนให้มีของประทานและพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะและวิถีชีวิตที่กำหนดไว้ ในความหมายที่กว้างที่สุด ตามคำสอนของคริสตจักรคาทอลิก 'ความรักคือการทรงเรียกพื้นฐานและโดยกำเนิดของมนุษย์ทุกคน'

นิกายมุมมองต่อการทรงเรียก (Vocation)
โรมันคาทอลิกเน้นการรับใช้ในฐานะนักบวช การอุทิศตนทางศาสนา หรือการแต่งงาน
โปรเตสแตนต์เน้นว่าทุกอาชีพทางโลกที่สุจริตสามารถเป็นการทรงเรียกจากพระเจ้าได้
ออร์โธดอกซ์มองว่าทุกคนมีหน้าที่ทางศาสนาในทุกบทบาทของชีวิต

คำถามที่พบบ่อย

Vocation แตกต่างจากอาชีพ (Job) ทั่วไปอย่างไร?

อาชีพทั่วไปอาจเป็นเพียงการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่ Vocation หรือ 'การทรงเรียก' คืออาชีพที่บุคคลรู้สึกว่าตนเองถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ มีความหลงใหล และรู้สึกว่างานนั้นมีคุณค่าทางจิตวิญญาณหรือสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างลึกซึ้ง

ทุกคนมีการทรงเรียกหรือไม่?

ในมุมมองของคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะในนิกายออร์โธดอกซ์และคาทอลิก ความรักและการรับใช้พระเจ้าเป็นพื้นฐานของการทรงเรียกสำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใดก็ตาม

การทรงเรียกสามารถเปลี่ยนได้หรือไม่?

ในความหมายทางศาสนา การทรงเรียกมักถูกมองว่าเป็นสิ่งถาวรหรือเป้าหมายชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ บุคคลสามารถค้นหาและปรับเปลี่ยนบทบาทการรับใช้ตามวุฒิภาวะและสถานการณ์ของชีวิตได้