เกณฑ์การครากของฟอน มิเซส
สรุปใจความสำคัญ
- ใช้สำหรับทำนายการเริ่มเปลี่ยนรูปถาวร (Yielding) ในวัสดุเหนียว เช่น โลหะ
- ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการครากเกิดขึ้นเมื่อพลังงานการบิดเบือน (Distortion Energy) ถึงค่าวิกฤต
- ไม่ขึ้นกับความดันไฮโดรสแตติก (Hydrostatic Pressure) ทำให้เหมาะกับวัสดุที่การเปลี่ยนปริมาตรไม่ส่งผลต่อการคราก
- ความเค้นฟอน มิเซสเป็นค่าสเกลาร์ที่ใช้เปรียบเทียบกับความแข็งแรงที่จุดครากจากการทดสอบแรงดึงแกนเดียว
ในทางกลศาสตร์คอนทินิวอัม (Continuum Mechanics) เกณฑ์การครากของฟอน มิเซส (von Mises yield criterion) หรือที่รู้จักในชื่อ เกณฑ์พลังงานการบิดเบือนสูงสุด (Maximum Distortion Energy Criterion) ระบุว่าวัสดุเหนียว (Ductile Material) จะเริ่มเกิดการคราก (Yielding) หรือการเปลี่ยนรูปอย่างถาวร เมื่อค่าอินเวเรียนต์ตัวที่สองของความเค้นเบี่ยงเบน (Second Invariant of Deviatoric Stress, $J_2$) มีค่าถึงระดับวิกฤต

หลักการพื้นฐานและความเค้นสมมูล
ในทางวัสดุศาสตร์และวิศวกรรม เกณฑ์ของฟอน มิเซส มักถูกนำเสนอในรูปของ ความเค้นฟอน มิเซส (von Mises stress) หรือ ความเค้นดึงสมมูล (Equivalent Tensile Stress, $\sigma_v$) ซึ่งเป็นค่าสเกลาร์ที่คำนวณได้จากเทนเซอร์ความเค้นของโคชี (Cauchy Stress Tensor)
วัสดุจะเริ่มเกิดการครากเมื่อความเค้นฟอน มิเซส มีค่าเท่ากับ ความแข็งแรงที่จุดคราก (Yield Strength, $\sigma_y$) ของวัสดุนั้นๆ ซึ่งได้จากการทดสอบแรงดึงแกนเดียว (Uniaxial Tensile Test)


คุณสมบัติและการประยุกต์ใช้
จุดเด่นของเกณฑ์ฟอน มิเซส คือการที่มันไม่ขึ้นกับอินเวเรียนต์ตัวแรกของความเค้น ($I_1$) ซึ่งหมายความว่า ความดันไฮโดรสแตติก (Hydrostatic Pressure) หรือความเค้นที่กระทำเท่ากันทุกทิศทาง จะไม่ส่งผลต่อการเกิดการครากในวัสดุเหนียว เช่น โลหะ

ประวัติการพัฒนา
แม้ว่าจะมีแนวคิดเบื้องต้นจาก James Clerk Maxwell ในปี 1865 แต่ Richard Edler von Mises เป็นผู้กำหนดสูตรทางคณิตศาสตร์อย่างเข้มงวดในปี 1913 นอกจากนี้ Tytus Maksymilian Huber (1904) และ Heinrich Hencky (1924) ก็ได้พัฒนาแนวคิดที่คล้ายคลึงกันโดยอ้างอิงจากพลังงานการบิดเบือน ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีนี้จึงบางครั้งถูกเรียกว่า "ทฤษฎี Maxwell–Huber–Hencky–von Mises"
การกำหนดทางคณิตศาสตร์
เกณฑ์การครากของฟอน มิเซส สามารถเขียนในรูปของ $J_2$ ได้ดังนี้:

โดยที่ $k$ คือความเค้นครากในสภาวะเฉือนบริสุทธิ์ (Pure Shear) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงที่จุดคราก ($\sigma_y$) ดังนี้:

เมื่อแทนค่าความเค้นฟอน มิเซส ให้เท่ากับความแข็งแรงที่จุดคราก จะได้ความสัมพันธ์:

หากคำนวณจากองค์ประกอบของเทนเซอร์ความเค้นของโคชี ความเค้นฟอน มิเซส ยกกำลังสอง ($\sigma_v^2$) จะมีค่าเท่ากับ:
คำถามที่พบบ่อย
เกณฑ์ของฟอน มิเซส ต่างจากเกณฑ์ของเทรस्กา (Tresca) อย่างไร?
เกณฑ์ของฟอน มิเซสพิจารณาจากพลังงานการบิดเบือนรวม (Distortion Energy) ในขณะที่เกณฑ์ของเทรस्กาพิจารณาจากความเค้นเฉือนสูงสุด (Maximum Shear Stress) โดยทั่วไปเกณฑ์ของฟอน มิเซสจะให้ผลการทำนายที่แม่นยำกว่าสำหรับวัสดุเหนียวส่วนใหญ่
ทำไมความดันไฮโดรสแตติกถึงไม่มีผลต่อการครากตามเกณฑ์นี้?
เพราะเกณฑ์นี้พิจารณาเฉพาะส่วนของความเค้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปร่าง (Deviatoric Stress) และละทิ้งส่วนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาตร (Hydrostatic Stress) ซึ่งในวัสดุโลหะ การบีบอัดทุกทิศทางอย่างเท่ากันไม่ทำให้เกิดการไหลพลาสติก
ความเค้นฟอน มิเซส นำไปใช้ในงานวิศวกรรมอย่างไร?
ใช้ในการออกแบบชิ้นส่วนเครื่องกลเพื่อตรวจสอบว่าภายใต้ภาระงานที่ซับซ้อน (Complex Loading) ชิ้นส่วนนั้นจะเกิดการครากหรือไม่ โดยการคำนวณค่าความเค้นสมมูลแล้วนำไปเปรียบเทียบกับค่า Yield Strength ของวัสดุ