โรงแรม ความหมาย ประเภท และประวัติศาสตร์การให้บริการที่พัก
สรุปใจความสำคัญ
- โรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคือ Nishiyama Onsen Keiunkan ในประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งในปี ค.ศ. 705
- คำว่า hotel มีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า hôtel ซึ่งเดิมหมายถึงอาคารที่ต้อนรับผู้มาเยือน
- ประเภทของโรงแรมมีความหลากหลายตั้งแต่โรงแรมราคาประหยัด (Economy) ไปจนถึงโรงแรมหรูหราเต็มรูปแบบ (Upscale Full-Service)
โรงแรมคือสถานประกอบการที่ให้บริการที่พักอาศัยแบบชั่วคราวโดยมีการเรียกเก็บค่าบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักมีตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เช่น ที่นอนคุณภาพปานกลางในห้องขนาดเล็ก ไปจนถึงห้องสวีทขนาดใหญ่ที่มีเตียงคุณภาพสูง ตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น สิ่งอำนวยความสะดวกในครัว เก้าอี้บุผ้า โทรทัศน์ และห้องน้ำในตัว

โรงแรมขนาดเล็กที่มีราคาประหยัดอาจให้บริการเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเท่านั้น ในขณะที่โรงแรมขนาดใหญ่และมีราคาสูงกว่ามักจะมีบริการเพิ่มเติม เช่น สระว่ายน้ำ ศูนย์ธุรกิจพร้อมคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ บริการดูแลเด็ก ห้องประชุมและสถานที่จัดงาน สนามเทนนิสหรือบาสเกตบอล ยิมเนเซียม ร้านอาหาร สปา และบริการจัดงานสังคม

ประเภทของโรงแรม
การดำเนินงานของโรงแรมมีความหลากหลายทั้งในด้านขนาด หน้าที่ ความซับซ้อน และราคา โดยทั่วไปแล้วอุตสาหกรรมโรงแรมมีการจัดประเภทดังนี้:
- โรงแรมหรูหราเต็มรูปแบบ (Upscale Full-Service Hotel): ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกระดับหรูหรา ห้องพักที่ครบครัน ร้านอาหารในตัว และการบริการส่วนบุคคลระดับสูงสุด เช่น พนักงานต้อนรับส่วนหน้า (Concierge) รูมเซอร์วิส และพนักงานรีดผ้า
- โรงแรมเต็มรูปแบบ (Full-Service Hotel): มีห้องพักจำนวนมาก พร้อมร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายภายในโรงแรม
- โรงแรมบูติก (Boutique Hotel): เป็นโรงแรมอิสระขนาดเล็กที่ไม่มีแบรนด์ มักมีการตกแต่งที่โดดเด่นและมีบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์
- โรงแรมขนาดเล็กถึงขนาดกลาง: ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกในจำนวนจำกัด
- โรงแรมราคาประหยัด (Economy Hotel): ให้บริการที่พักพื้นฐานโดยมีบริการเสริมเพียงเล็กน้อยหรือไม่เลย
- โรงแรมสำหรับการเข้าพักระยะยาว (Extended Stay Hotel): ให้บริการที่พักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับการเข้าพักเป็นระยะเวลานานกว่าโรงแรมทั่วไป
- ไทม์แชร์และเดสทิเนชันคลับ (Timeshare and Destination Clubs): รูปแบบการเป็นเจ้าของที่พักรายบุคคลเพื่อใช้งานตามฤดูกาล
- โมเต็ล (Motel): ที่พักขนาดเล็ก อาคารไม่สูง ซึ่งห้องพักสามารถเข้าถึงได้โดยตรงจากลานจอดรถ

นิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์
คำว่า hotel มาจากภาษาฝรั่งเศส hôtel ซึ่งเดิมหมายถึงอาคารที่ต้อนรับผู้มาเยือนบ่อยครั้งและให้การดูแล มากกว่าที่จะเป็นสถานที่สำหรับให้ที่พักอาศัย ในปัจจุบันภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า hôtel ในความหมายเดียวกับภาษาอังกฤษ ส่วน hôtel particulier ใช้สำหรับความหมายเดิม

วิวัฒนาการของที่พัก
การให้บริการที่พักสำหรับนักเดินทางมีมาตั้งแต่ยุคอารยธรรมโบราณ ในวัฒนธรรมกรีก-โรมันและเปอร์เซียโบราณ มีการสร้างสถานพักฟื้นและพักผ่อนบริเวณโรงอาบน้ำความร้อน (Thermal Baths) โดย Guinness World Records ได้รับรองว่า Nishiyama Onsen Keiunkan ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 705 เป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ในช่วงยุคกลางของยุโรป สำนักสงฆ์และอาศรมต่างๆ ได้ให้ที่พักแก่ผู้เดินทางบนท้องถนน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ inn (โรงเตี๊ยม) ในยุโรปยุคกลางที่ให้บริการทั้งอาหาร ที่พัก และคอกม้าสำหรับม้าของนักเดินทาง

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 18 โรงเตี๊ยมสำหรับรถม้า (Coaching Inns) ได้รับความนิยม โดยเริ่มให้บริการลูกค้าที่ร่ำรวยขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 และหนึ่งในโรงแรมในความหมายสมัยใหม่แห่งแรกๆ ได้เปิดให้บริการในเมืองเอ็กซิเตอร์ (Exeter) ในปี ค.ศ. 1768
การบริหารจัดการโรงแรม
โรงแรมส่วนใหญ่บริหารงานโดยผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุด โดยมีหัวหน้าแผนกต่างๆ เช่น แผนกอาหารและเครื่องดื่ม แผนกแม่บ้าน และพนักงานระดับปฏิบัติการ การจัดผังองค์กรจะแตกต่างกันไปตามขนาด ประเภท และระดับของโรงแรม
คำถามที่พบบ่อย
โรงแรมบูติก (Boutique Hotel) คืออะไร?
โรงแรมบูติกคือโรงแรมอิสระขนาดเล็กที่ไม่มีแบรนด์ ซึ่งมักจะมีการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์และมีบรรยากาศที่ใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวมากกว่าโรงแรมทั่วไป
ความแตกต่างระหว่างโรงแรมและโมเต็ล (Motel) คืออะไร?
โมเต็ลเป็นที่พักขนาดเล็ก อาคารไม่สูง ซึ่งจุดเด่นคือห้องพักสามารถเข้าถึงได้จากลานจอดรถได้โดยตรง เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว
โรงแรมแบบเต็มรูปแบบ (Full-Service Hotel) ให้บริการอะไรบ้าง?
โรงแรมแบบเต็มรูปแบบให้บริการที่พักพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ร้านอาหารในตัว บริการรูมเซอร์วิส และบริการพนักงานต้อนรับส่วนหน้า (Concierge) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าพัก

