← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โลหะผสม (Alloy) คืออะไร? คุณสมบัติ ประเภท และการใช้งาน

สรุปใจความสำคัญ

  • โลหะผสมคือการผสมธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป โดยต้องมีโลหะอย่างน้อย 1 ชนิดเป็นส่วนประกอบ
  • การสร้างโลหะผสมมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ เช่น เพิ่มความแข็งแรง ความแข็ง หรือความทนทานต่อการกัดกร่อน
  • โลหะผสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามการจัดเรียงอะตอม คือ แบบแทนที่ (Substitutional) และแบบแทรกตัว (Interstitial)

โลหะผสม (Alloy) คือ สารผสมของธาตุเคมีซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีธาตุโลหะอย่างน้อยหนึ่งชนิดเป็นส่วนประกอบ แม้ว่าในบางครั้งคำนี้จะถูกใช้เรียกสารผสมของธาตุทั่วไป แต่ในทางวัสดุศาสตร์จะเน้นไปที่โลหะผสมที่เป็นโลหะเป็นหลัก โลหะผสมมักมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากธาตุบริสุทธิ์ที่นำมาผสมกัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมโลหะส่วนใหญ่ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์จึงต้องผ่านการทำให้เป็นโลหะผสม เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ เช่น เพิ่มความแข็งแรง ความแข็ง หรือความทนทานต่อการกัดกร่อน

ภาพประกอบเกี่ยวกับโลหะผสม
โลหะผสมถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้เหนือกว่าโลหะบริสุทธิ์

ลักษณะสำคัญของโลหะผสม

โลหะผสมเกิดจากการนำธาตุสองชนิดหรือมากกว่ามาผสมกัน โดยมีโลหะชนิดหนึ่งเป็น โลหะหลัก (Base Metal) ซึ่งมักจะเป็นชื่อเรียกของโลหะผสมชนิดนั้นๆ ส่วนประกอบอื่นๆ อาจเป็นโลหะหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อผสมกับโลหะหลักในสถานะหลอมเหลว ส่วนประกอบเหล่านี้จะละลายรวมกันเป็นเนื้อเดียว

การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกล

คุณสมบัติทางกลของโลหะผสมมักจะแตกต่างจากธาตุตั้งต้นอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น อลูมิเนียมซึ่งเป็นโลหะที่อ่อนและดัดง่าย เมื่อนำมาผสมกับทองแดงซึ่งมีความอ่อนตัวเช่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือโลหะผสมอลูมิเนียม-ทองแดงที่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ในกรณีของเหล็ก การเติมคาร์บอน (ซึ่งเป็นอโลหะ) จำนวนเล็กน้อยลงในเหล็กบริสุทธิ์ จะทำให้ความสามารถในการดัดตัวลดลงแต่ได้ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นสิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อ เหล็กกล้า (Steel) ซึ่งเป็นหนึ่งในโลหะผสมที่มีประโยชน์และแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน

โครงสร้างของโลหะผสม
การผสมธาตุต่างๆ ช่วยให้สามารถปรับแต่งคุณสมบัติของวัสดุได้ตามต้องการ

ประเภทและการจัดเรียงตัวของอะตอม

โลหะผสมสามารถจำแนกได้ตามการจัดเรียงตัวของอะตอม ดังนี้:

  • โลหะผสมแบบแทนที่ (Substitutional Alloys): อะตอมของธาตุที่นำมาผสมจะเข้าไปแทนที่ตำแหน่งของอะตอมโลหะหลักในโครงผลึก
  • โลหะผสมแบบแทรกตัว (Interstitial Alloys): อะตอมของธาตุที่นำมาผสมมีขนาดเล็กกว่ามากจนสามารถเข้าไปแทรกอยู่ในช่องว่างระหว่างอะตอมของโลหะหลักได้

นอกจากนี้ยังแบ่งตามความสม่ำเสมอของเนื้อวัสดุได้เป็น เนื้อเดียว (Homogeneous) ซึ่งประกอบด้วยเฟสเดียว และ เนื้อผสม (Heterogeneous) ซึ่งประกอบด้วยสองเฟสหรือมากกว่า

การละลายของโลหะในสถานะต่างๆ
การละลายของธาตุในโลหะหลักมีผลต่อโครงสร้างจุลภาคของโลหะผสม

ตัวอย่างโลหะผสมที่พบบ่อยและการใช้งาน

ชื่อโลหะผสมส่วนประกอบหลักการใช้งาน
เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel)เหล็ก + โครเมียมเครื่องครัว, เครื่องมือศัลยกรรม
ทองเหลือง (Brass)ทองแดง + สังกะสีเครื่องดนตรี, ข้อต่อท่อ
บรอนซ์/สำริด (Bronze)ทองแดง + ดีบุกรูปปั้น, เหรียญรางวัล
ทองคำขาว (White Gold)ทองคำ + เงิน/พัลลาเดียมเครื่องประดับ
ดิวราลูมิน (Duralumin)อลูมิเนียม + ทองแดงโครงสร้างเครื่องบิน
ประวัติการใช้โลหะผสม
มนุษย์รู้จักการใช้โลหะผสมมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น การผลิตสำริด

สรุป

โลหะผสมเป็นนวัตกรรมทางวัสดุศาสตร์ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงได้ ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของเหล็กกล้า ความทนทานต่อสนิมของสแตนเลส หรือความเบาแต่แข็งแรงของโลหะผสมไทเทเนียม ทำให้โลหะผสมเป็นรากฐานสำคัญของการก่อสร้าง ยานยนต์ และเทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย

โลหะผสมแตกต่างจากโลหะบริสุทธิ์อย่างไร?

โลหะผสมมีคุณสมบัติทางกลและทางเคมีที่แตกต่างจากโลหะบริสุทธิ์ โดยมักจะมีความแข็งแรงกว่า ทนทานต่อการกัดกร่อนมากกว่า หรือมีจุดหลอมเหลวที่เปลี่ยนไป

เหล็กกล้า (Steel) ถือเป็นโลหะผสมหรือไม่?

ใช่ เหล็กกล้าเป็นโลหะผสมที่เกิดจากการนำเหล็กบริสุทธิ์มาผสมกับคาร์บอนในปริมาณเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทาน

โลหะผสมเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้หรือไม่?

ได้ เช่น Electrum ซึ่งเป็นโลหะผสมตามธรรมชาติของเงินและทอง หรือโลหะผสมของเหล็กและนิกเกิลที่พบในอุกกาบาต