Linked Data คืออะไร? ทำความรู้จักกับข้อมูลเชื่อมโยงและ Semantic Web
สรุปใจความสำคัญ
- Tim Berners-Lee ผู้สร้าง World Wide Web เป็นผู้บัญญัติคำว่า Linked Data ในปี 2006
- Linked Open Data (LOD) คือข้อมูลเชื่อมโยงที่เผยแพร่ภายใต้ใบอนุญาตแบบเปิดเพื่อให้ใช้งานได้ฟรี
- เกณฑ์ 5 ดาวของข้อมูลเปิด (5-star Open Data) ระดับสูงสุดคือการเชื่อมโยงข้อมูลกับแหล่งข้อมูลอื่น ๆ บนเว็บ
ในโลกของการประมวลผลข้อมูล Linked Data หรือ ข้อมูลเชื่อมโยง คือข้อมูลที่มีโครงสร้างซึ่งถูกเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลชุดอื่น ๆ การเชื่อมโยงนี้ช่วยให้ข้อมูลมีประโยชน์มากขึ้นผ่านการสืบค้นเชิงความหมาย (Semantic Queries) ซึ่งช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น

จุดเริ่มต้นและวิสัยทัศน์
คำว่า Linked Data ถูกบัญญัติขึ้นโดย Tim Berners-Lee ผู้อำนวยการของ World Wide Web Consortium (W3C) ในปี 2006 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Semantic Web โดยมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลระดับโลก (Global Database) ที่ข้อมูลสามารถถูกอ่านและประมวลผลได้โดยอัตโนมัติโดยคอมพิวเตอร์ (Machine Readable)
Linked Data ต่อยอดมาจากเทคโนโลยีเว็บมาตรฐาน เช่น HTTP, RDF และ URIs แต่แทนที่จะใช้เพื่อแสดงผลหน้าเว็บสำหรับมนุษย์อ่านเพียงอย่างเดียว มันถูกขยายให้สามารถแชร์ข้อมูลในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้

หลักการของ Linked Data
Tim Berners-Lee ได้กำหนดหลักการสำคัญ 4 ประการเพื่อให้ข้อมูลกลายเป็น Linked Data:
- การใช้ URIs: ใช้ Uniform Resource Identifiers (URIs) เพื่อระบุชื่อและตัวตนของสิ่งต่าง ๆ
- การใช้ HTTP URIs: ใช้ HTTP URIs เพื่อให้สามารถค้นหา ตีความ และเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้
- มาตรฐานเปิด: ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสิ่งที่ระบุผ่านมาตรฐานเปิด เช่น RDF และ SPARQL
- การอ้างอิงข้าม: เมื่อเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บ ควรมีการอ้างอิงถึงสิ่งอื่น ๆ โดยใช้ชื่อที่ขึ้นต้นด้วย HTTP URI
องค์ประกอบสำคัญ
เพื่อให้ระบบ Linked Data ระดับโลกทำงานได้ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้:
- URIs: ตัวระบุทรัพยากรที่สม่ำเสมอ
- HTTP: โปรโตคอลสำหรับการสื่อสาร
- Structured Data: ข้อมูลที่มีโครงสร้างโดยใช้คำศัพท์ควบคุม (Controlled Vocabulary) และรูปแบบการจัดเก็บ เช่น RDFa, RDF/XML, N3, Turtle หรือ JSON-LD
- Linked Data Platform: แพลตฟอร์มสำหรับการจัดการข้อมูลเชื่อมโยง
- CSV-W: มาตรฐานสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูลในรูปแบบ CSV
Linked Open Data (LOD)
Linked Open Data คือ Linked Data ที่ถูกเผยแพร่ภายใต้ใบอนุญาตแบบเปิด (Open License) ซึ่งไม่ขัดขวางการนำไปใช้ซ้ำได้ฟรี
เกณฑ์การวัดคุณภาพข้อมูลเปิด (5-star Open Data)

Tim Berners-Lee ได้เสนอระบบการให้คะแนน 5 ดาวเพื่อวัดคุณภาพของข้อมูลเปิดบนเว็บ:
- 1 ดาว: ข้อมูลเปิดเผยในรูปแบบใดก็ได้
- 2 ดาว: ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่มีโครงสร้าง เช่น ไฟล์ .xls (Excel)
- 3 ดาว: ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่มีโครงสร้างและไม่เป็นกรรมสิทธิ์ (Non-proprietary) เช่น .csv
- 4 ดาว: ข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐาน W3C เช่น การใช้ RDF และ URIs
- 5 ดาว: ข้อมูลมีคุณสมบัติครบทุกข้อ และมีการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูล Linked Open Data อื่น ๆ
โครงการและชุมชน



โครงการ Linking Open Data ของกลุ่ม W3C Semantic Web Education and Outreach มีเป้าหมายเพื่อสร้าง "Data Commons" โดยการเผยแพร่ชุดข้อมูลเปิดในรูปแบบ RDF และสร้างลิงก์เชื่อมโยงระหว่างรายการข้อมูลจากแหล่งที่มาที่แตกต่างกัน
ชุดข้อมูลและออนโทโลยี (Ontologies)
Ontologies คือคำอธิบายโครงสร้างข้อมูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยให้คอมพิวเตอร์เข้าใจความหมายของข้อมูลได้ เช่น FOAF (Friend of a Friend) ที่ใช้อธิบายบุคคลและความสัมพันธ์
ข้อมูลชุดใหญ่ที่สำคัญในระบบ LOD ได้แก่:
- DBpedia: ชุดข้อมูลที่สกัดจาก Wikipedia ซึ่งมีคอนเซปต์หลายล้านรายการและทริปเปิล (Triples) นับพันล้านรายการ
- GeoNames: ให้คำอธิบาย RDF ของคุณลักษณะทางภูมิศาสตร์ทั่วโลกมากกว่า 7.5 ล้านรายการ
- Wikidata: ชุดข้อมูลเชื่อมโยงที่สร้างขึ้นจากการทำงานร่วมกันของชุมชน
คำถามที่พบบ่อย
Linked Data ต่างจาก Open Data อย่างไร?
Open Data คือข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ฟรี แต่ Linked Data คือข้อมูลที่มีโครงสร้างและเชื่อมโยงกับข้อมูลชุดอื่น ๆ โดยใช้มาตรฐานอย่าง RDF และ URIs เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้อัตโนมัติ
RDF คืออะไรในบริบทของ Linked Data?
RDF (Resource Description Framework) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการอธิบายข้อมูลในรูปแบบของ 'ทริปเปิล' (Subject-Predicate-Object) เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ
ทำไม Linked Data ถึงสำคัญต่อ Semantic Web?
เพราะ Linked Data เป็นวิธีการทำให้ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจากเป็นเพียงหน้าเว็บสำหรับมนุษย์อ่าน ไปเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจความหมายและความสัมพันธ์ของข้อมูลได้

