← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Spirometry คืออะไร? การตรวจสมรรถภาพปอดเบื้องต้นเพื่อวินิจฉัยโรคทางเดินหายใจ

สรุปใจความสำคัญ

  • Spirometry เป็นการตรวจวัดปริมาตรและความเร็วของลมหายใจเพื่อวินิจฉัยโรคปอด
  • ต้องทำการทดสอบซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ
  • ไม่สามารถตรวจได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะลมรั่วในช่องอกหรือเพิ่งผ่าตัดทรวงอกเนื่องจากความดันจากการเป่าลมแรงๆ

Spirometry (การตรวจสมรรถภาพปอด) คือการทดสอบการทำงานของปอดที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มการทดสอบสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Tests - PFTs) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดปริมาณ (Volume) และความเร็ว (Flow) ของอากาศที่ร่างกายสามารถหายใจเข้าและหายใจออกได้ การตรวจนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการประเมินรูปแบบการหายใจเพื่อระบุสภาวะต่างๆ เช่น โรคหอบหืด (Asthma), โรคพังผืดในปอด (Pulmonary Fibrosis), โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

กราฟแสดงผลการตรวจ Spirometry
ตัวอย่างกราฟแสดงผลการตรวจสมรรถภาพปอด

การทดสอบและการทำงานของเครื่อง Spirometer

การทดสอบนี้ดำเนินการโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Spirometer ซึ่งมีหลายรูปแบบ โดยทั่วไปเครื่องจะแสดงผลลัพธ์ออกมาเป็นกราฟที่เรียกว่า Spirograms ซึ่งประกอบด้วย:

  • กราฟความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและเวลา (Volume-time curve): แสดงปริมาตรอากาศ (ลิตร) ในแกน Y และเวลา (วินาที) ในแกน X
  • กราฟวงจรการไหลของอากาศ (Flow-volume loop): แสดงอัตราการไหลของอากาศในแกน Y และปริมาตรรวมที่หายใจเข้าหรือออกในแกน X
เครื่อง Spirometer
อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสมรรถภาพปอด

ขั้นตอนการตรวจ

การทดสอบพื้นฐานที่เรียกว่า Forced Vital Capacity (FVC) อาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามอุปกรณ์ที่ใช้ แต่ผู้ให้บริการทางการแพทย์จะปฏิบัติตามมาตรฐาน ATS/ERS เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและสามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างสถานพยาบาลได้

  1. ผู้ป่วยจะได้รับคลิปหนีบจมูกแบบนุ่มเพื่อป้องกันอากาศรั่วไหล และคาบเซนเซอร์ตรวจจับการหายใจในปากให้แน่น
  2. ภายใต้การแนะนำของเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วยจะต้องสูดลมหายใจเข้าให้เต็มที่อย่างรวดเร็ว
  3. จากนั้นให้เป่าลมหายใจออกให้แรงที่สุดและเร็วที่สุดจนหมดปอด โดยเป้าหมายคือต้องเป่าต่อเนื่องอย่างน้อย 6 วินาที
  4. ในบางกรณี หากต้องการประเมินการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ป่วยสูดลมหายใจกลับเข้าไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
การตรวจสมรรถภาพปอดในห้องปฏิบัติการ
ขั้นตอนการปฏิบัติการตรวจ Spirometry ในสถานพยาบาล

ข้อจำกัดของการตรวจ

ผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ทางคลินิกขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความพยายามของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงต้องทำการทดสอบซ้ำอย่างน้อย 3 ครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอ (โดยจำกัดไม่เกิน 10 ครั้ง)

เนื่องจากต้องอาศัยความร่วมมือและการปฏิบัติตามคำแนะนำ การตรวจ Spirometry จึงมักทำได้ในเด็กที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป หรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจที่ขัดขวางการตรวจ นอกจากนี้ การใช้ยาสลบหรือยาคลายเครียดบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อผลการทดสอบ

ข้อบ่งชี้และข้อห้ามในการตรวจ

เมื่อไหร่ที่ควรตรวจ Spirometry?

  • เพื่อวินิจฉัยหรือจัดการโรคหอบหืด
  • เพื่อตรวจหาโรคทางเดินหายใจในผู้ป่วยที่มีอาการหายใจลำบาก และแยกแยะว่าสาเหตุมาจากโรคปอดหรือโรคหัวใจ
  • เพื่อวัดการตอบสนองของหลอดลมในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคหอบหืด
  • เพื่อวินิจฉัยและแยกแยะระหว่างโรคปอดอุดกั้น (Obstructive lung disease) และโรคปอดจำกัดการขยายตัว (Restrictive lung disease)
  • เพื่อติดตามอาการของโรคทางเดินหายใจ
  • เพื่อประเมินความเสียหายจากโรคหอบหืดจากการทำงาน
  • เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนการผ่าตัดทรวงอกหรือการใช้ยาสลบ

ข้อห้ามในการตรวจ (Contraindications)

การเป่าลมออกอย่างแรงอาจส่งผลเสียต่อสภาวะทางการแพทย์บางประการ ดังนั้นจึงไม่ควรตรวจ Spirometry ในผู้ป่วยที่มีอาการดังนี้:

  • ไอเป็นเลือดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ภาวะลมรั่วในช่องอก (Pneumothorax)
  • สภาวะหัวใจและหลอดเลือดไม่คงที่ (เช่น เจ็บหน้าอก หรือเพิ่งมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย)
  • หลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอก หน้าท้อง หรือสมองโป่งพอง (Aneurysms)
  • เพิ่งผ่าตัดตา หรือเป็นต้อกระจก
  • เพิ่งผ่าตัดทรวงอกหรือหน้าท้อง

คำถามที่พบบ่อย

การตรวจ Spirometry เจ็บไหม?

ไม่เจ็บเลยครับ เป็นการตรวจที่ไม่มีการรุกรานร่างกาย โดยผู้ป่วยเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าและเป่าลมออกตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เท่านั้น

การเตรียมตัวก่อนตรวจ Spirometry ต้องทำอย่างไร?

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อหนักก่อนการตรวจ และควรสวมเสื้อผ้าที่สบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไปเพื่อให้ปอดขยายตัวได้เต็มที่

ใครบ้างที่ตรวจ Spirometry ไม่ได้?

ผู้ที่มีภาวะลมรั่วในช่องอก ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดทรวงอกหรือหน้าท้อง หรือผู้ที่มีหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง เนื่องจากแรงดันจากการเป่าลมออกอย่างแรงอาจเป็นอันตรายได้