← กลับไปยังบทความทั้งหมด

แม่น้ำชิงกู สายน้ำแห่งความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมในบราซิล

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นหนึ่งในแม่น้ำน้ำใสที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำอเมซอน โดยมีปริมาณน้ำคิดเป็นร้อยละ 5 ของลุ่มน้ำทั้งหมด
  • เป็นที่ตั้งของเขตอนุรักษ์ชนเผ่าพื้นเมืองชิงกู ซึ่งเป็นเขตสงวนชนเผ่าพื้นเมืองแห่งแรกของบราซิล
  • เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพของปลาน้ำจืด โดยมีปลาท้องถิ่นจำนวนมากที่พบได้เฉพาะในบริเวณแก่งน้ำเชี่ยว
  • ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการก่อสร้างเขื่อนเบโลมอนเต ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก

แม่น้ำชิงกู (ภาษาโปรตุเกส: Rio Xingu) เป็นแม่น้ำสายสำคัญในทางตอนเหนือของประเทศบราซิล มีความยาวประมาณ 1,640 กิโลเมตร โดยไหลลงสู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำอเมซอน ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแม่น้ำน้ำใส (clearwater rivers) ที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำอเมซอน แม่น้ำชิงกูมีปริมาณน้ำคิดเป็นประมาณร้อยละ 5 ของปริมาณน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำอเมซอน

ทัศนียภาพของแม่น้ำชิงกูในบราซิล
ทัศนียภาพของแม่น้ำชิงกู
แผนที่แสดงเส้นทางไหลของแม่น้ำชิงกู
แผนที่แสดงลุ่มน้ำชิงกู

ลักษณะทางภูมิศาสตร์และระบบนิเวศ

แม่น้ำชิงกูมีความโดดเด่นในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด มีการบันทึกว่ามีปลามากกว่า 450 สายพันธุ์ในลุ่มน้ำชิงกู และคาดการณ์ว่าจำนวนจริงอาจสูงถึง 600 สายพันธุ์ ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายสายพันธุ์ที่เป็นสัตว์ท้องถิ่น (endemic species) ที่ไม่พบที่อื่นในโลก

โดยเฉพาะในบริเวณตอนล่างของแม่น้ำชิงกู ซึ่งมีลักษณะเป็นแก่งน้ำเชี่ยว (rapids) มีปลาอย่างน้อย 193 สายพันธุ์ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ และในจำนวนนั้นมีอย่างน้อย 26 สายพันธุ์ที่เป็นสัตว์ท้องถิ่น นอกจากนี้ ระหว่างปี ค.ศ. 2008 ถึง 2018 มีการค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ถึง 24 ชนิดในแม่น้ำสายนี้

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง

ลุ่มน้ำชิงกูมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคมอย่างยิ่ง โดยในช่วงต้นทศวรรษ 1960 รัฐบาลบราซิลได้จัดตั้ง เขตอนุรักษ์ชนเผ่าพื้นเมืองชิงกู (Xingu Indigenous Park) ซึ่งถือเป็นเขตสงวนชนเผ่าพื้นเมืองแห่งแรกที่ได้รับการรับรองโดยรัฐบาลบราซิล และในขณะที่ก่อตั้งขึ้นนั้นถือเป็นเขตสงวนชนเผ่าพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบันมีชนเผ่าพื้นเมือง 14 เผ่าอาศัยอยู่ในเขตอนุรักษ์แห่งนี้ โดยพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจากแม่น้ำและป่าไม้เพื่อการดำรงชีวิต ทั้งในด้านอาหารและน้ำดื่ม

นอกจากนี้ ในบริเวณตอนบนของแม่น้ำชิงกู ยังมีการค้นพบหลักฐานของภูมิทัศน์ที่มนุษย์สร้างขึ้นในยุคก่อนโคลัมบัส (pre-Columbian) ซึ่งมีการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ รวมถึงการพบ terra preta (ดินดำ) ซึ่งเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เพื่อใช้ในการเกษตรกรรม

ผลกระทบจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

รัฐบาลบราซิลได้ก่อสร้าง เขื่อนเบโลมอนเต (Belo Monte Dam) บริเวณตอนล่างของแม่น้ำชิงกู ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 2019 เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดลงของปริมาณน้ำไหลในบริเวณที่เรียกว่า Volta Grande ("โค้งน้ำใหญ่") ซึ่งเป็นช่วงแม่น้ำยาว 100 กิโลเมตรที่มีแก่งน้ำเชี่ยวและมีความซับซ้อนทางนิเวศวิทยา โดยคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำอาจลดลงถึงร้อยละ 80 ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปลาท้องถิ่นและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

การอ้างถึงในวัฒนธรรมร่วมสมัย

  • วรรณกรรม: ชื่อแม่น้ำชิงกูถูกนำไปใช้เป็นชื่อเรื่องเรื่องสั้นแนวตลกขบขันของ Edith Wharton ในปี ค.ศ. 1911 และปรากฏในนวนิยายเรื่อง Relic โดย Douglas Preston และ Lincoln Child
  • ภาพยนตร์: Xingu (2011) เป็นภาพยนตร์บราซิลที่กำกับโดย Cao Hamburger บอกเล่าเรื่องราวการสำรวจพื้นที่ในปี ค.ศ. 1943 ของพี่น้อง Villas-Bôas ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งเขตสงวนชนเผ่าพื้นเมืองในเวลาต่อมา
  • ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี: มีการผลิตเบียร์ภายใต้ชื่อ "Xingu" และบริษัท Embraer ได้ออกแบบเครื่องบินสองเครื่องยนต์รุ่น Embraer Xingu ในช่วงทศวรรษ 1970

คำถามที่พบบ่อย

แม่น้ำชิงกูตั้งอยู่ที่ไหนและไหลไปทางไหน?

แม่น้ำชิงกูตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศบราซิล มีความยาว 1,640 กิโลเมตร และไหลลงสู่แม่น้ำอเมซอนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

เขตอนุรักษ์ชนเผ่าพื้นเมืองชิงกูมีความสำคัญอย่างไร?

เป็นเขตสงวนชนเผ่าพื้นเมืองแห่งแรกที่รัฐบาลบราซิลรับรอง และเป็นพื้นที่ที่ชนเผ่าพื้นเมือง 14 เผ่าใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากแม่น้ำและป่าไม้ในการดำรงชีวิต

เขื่อนเบโลมอนเตส่งผลกระทบต่อแม่น้ำชิงกูอย่างไร?

เขื่อนเบโลมอนเตส่งผลให้ปริมาณน้ำในบริเวณ Volta Grande ลดลงอย่างมาก ซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศของแก่งน้ำเชี่ยวและปลาท้องถิ่นหลายร้อยสายพันธุ์