รัฐสภานิวซีแลนด์สมัยที่ 11 และจุดเริ่มต้นของระบบพรรคการเมือง
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นจุดเริ่มต้นของระบบพรรคการเมืองในนิวซีแลนด์ด้วยการก่อตั้งรัฐบาลเสรีนิยม
- มีการลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงเหลือ 74 คน จากเดิม 95 คน
- เป็นวาระที่นำไปสู่การมอบสิทธิเลือกตั้งให้แก่สตรีในนิวซีแลนด์
- มีการเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรีจาก จอห์น บัลแลนซ์ สู่ ริชาร์ด เซดดอน ในปี 1893
รัฐสภานิวซีแลนด์สมัยที่ 11 เป็นวาระการทำงานของรัฐสภาแห่งนิวซีแลนด์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากการเมืองแบบกลุ่มบุคคลอิสระไปสู่ระบบพรรคการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการก่อตั้งรัฐบาลเสรีนิยม (Liberal Government) ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปด้านสวัสดิการ แรงงาน และสิทธิการเลือกตั้งครั้งสำคัญ
การเลือกตั้งและการจัดสรรที่นั่ง
การเลือกตั้งสำหรับรัฐสภาสมัยที่ 11 จัดขึ้นในช่วงปลายปี ค.ศ. 1890 โดยแบ่งเป็นเขตเลือกตั้งชาวมาออรี 4 เขต (27 พฤศจิกายน) และเขตเลือกตั้งชาวยุโรป 62 เขต (5 ธันวาคม) ส่งผลให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (MPs) ได้รับเลือกทั้งหมด 74 คน ซึ่งลดลงจากจำนวน 95 คนในรัฐสภาสมัยก่อนหน้า
การลดจำนวนสมาชิกสภานี้เป็นผลมาจากมติของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1887 ที่ให้ลดจำนวนสมาชิกจากเขตเลือกตั้งทั่วไปจาก 91 เหลือ 70 คน นอกจากนี้ยังมีการนำระบบเขตเลือกตั้งแบบสามสมาชิกมาใช้ในศูนย์กลางเมืองหลัก 4 แห่ง และมีการปรับโครงสร้างเขตเลือกตั้งใหม่โดยสร้างเขตเลือกตั้งใหม่ 12 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มี 4 เขตที่ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ Te Aroha, Halswell, Dunedin Suburbs และ Palmerston
วาระการดำเนินงานและเซสชัน
รัฐสภาสมัยที่ 11 เปิดประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1891 และดำเนินงานรวมทั้งหมด 4 เซสชัน (โดยมี 2 เซสชันในปี ค.ศ. 1891) ก่อนจะสิ้นสุดวาระและถูกสั่งยุบสภาในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1893
การเปลี่ยนผ่านอำนาจและรัฐบาล
จากรัฐบาลแอตคินสันสู่รัฐบาลบัลแลนซ์
ก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลภายใต้การนำของแฮร์รี แอตคินสัน (Harry Atkinson) หรือที่รู้จักในชื่อ "Scarecrow Ministry" เป็นผู้ถืออำนาจ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งทำให้มีสมาชิกกลุ่มเสรีนิยมและสมาชิกอิสระสายแรงงานเข้ามาเป็นจำนวนมาก
แอตคินสันซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสลับไปมาตลอด 14 ปี ได้ประกาศเกษียณอายุตามคำแนะนำของแพทย์ในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1891 โดยเขาลาออกจากที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งในสภาที่ปรึกษา (Legislative Council) และได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภา (Speaker)
ต่อมาผู้ว่าการรัฐได้ขอให้ จอห์น บัลแลนซ์ (John Ballance) จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเขาสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้สำเร็จในวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1891 การก้าวขึ้นสู่อำนาจของบัลแลนซ์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ รัฐบาลเสรีนิยม ซึ่งครองอำนาจยาวนานจนถึงปี ค.ศ. 1912
การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลเซดดอน
จอห์น บัลแลนซ์ เสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1893 แม้ว่าบัลแลนซ์จะสนับสนุนให้โรเบิร์ต สเตาต์ (Robert Stout) เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง แต่ที่ประชุมพรรค (Caucus) ได้เลือก ริชาร์ด เซดดอน (Richard Seddon) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน โดยรัฐบาลเซดดอนได้บริหารประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1893 จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1906
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการปฏิรูป
รัฐสภาสมัยที่ 11 ถูกจดจำในฐานะยุคแห่งการปฏิรูป โดยรัฐบาลเสรีนิยมได้ผลักดันนโยบายสำคัญหลายประการ ได้แก่:
- การปฏิรูปสิทธิเลือกตั้ง: การผลักดันให้ผู้หญิงมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งทำให้นิวซีแลนด์กลายเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่มอบสิทธินี้ให้แก่สตรี
- การปฏิรูปแรงงานและสวัสดิการ: การนำกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิแรงงานและสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานมาใช้
- การปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าการรัฐและนายกรัฐมนตรี: ชัยชนะของบัลแลนซ์ในการเจรจากับผู้ว่าการรัฐ (The Earl of Onslow) เกี่ยวกับการแต่งตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษา ได้สร้างบรรทัดฐานสำคัญในการลดอำนาจของผู้ว่าการรัฐและเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้นายกรัฐมนตรี

คำถามที่พบบ่อย
รัฐสภานิวซีแลนด์สมัยที่ 11 มีความสำคัญอย่างไร?
มีความสำคัญในฐานะจุดเริ่มต้นของระบบพรรคการเมืองในนิวซีแลนด์ และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลเสรีนิยมที่นำการปฏิรูปด้านสวัสดิการ แรงงาน และสิทธิเลือกตั้งของสตรี
ใครคือนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐสภาสมัยที่ 11?
ในช่วงแรกนำโดย จอห์น บัลแลนซ์ (John Ballance) และหลังจากเขาเสียชีวิตในปี 1893 ริชาร์ด เซดดอน (Richard Seddon) ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
การเลือกตั้งปี 1890 มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง?
มีการลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงเหลือ 74 คน และมีการนำระบบเขตเลือกตั้งแบบสามสมาชิกมาใช้ในเมืองหลัก 4 แห่ง รวมถึงการสร้างเขตเลือกตั้งใหม่ 12 แห่ง
รัฐบาลเสรีนิยมในสมัยนั้นมีนโยบายหลักคืออะไร?
เน้นการปฏิรูปสังคมและสวัสดิการ โดยเฉพาะการมอบสิทธิเลือกตั้งให้แก่ผู้หญิง และการปรับปรุงกฎหมายแรงงาน
