← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ภาวะหูดับจากเสียงดัง (Acoustic Trauma) สาเหตุ อาการ และการรักษา

สรุปใจความสำคัญ

  • ภาวะหูดับจากเสียงดัง (Acoustic Trauma) ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางหู คอ จมูก ซึ่งควรได้รับการรักษาภายใน 3 วันแรกเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
  • การสูญเสียการได้ยินที่คงอยู่เกิน 8 สัปดาห์หลังได้รับบาดเจ็บ มักจะถือว่าเป็นการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร (PTS)
  • เสียงที่ดังกว่า 184 เดซิเบล สามารถทำให้แก้วหูฉีกขาดและอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในร่างกายได้

ภาวะหูดับจากเสียงดัง หรือ Acoustic Trauma คือการบาดเจ็บของแก้วหูและหูชั้นในที่เกิดจากการได้รับเสียงที่ดังมากอย่างกะทันหัน โดยปกติจะครอบคลุมถึงเสียงดังที่มีระยะเวลาสั้นๆ เช่น เสียงระเบิด เสียงปืน หรือการตะโกนเสียงดังอย่างรุนแรง นอกจากนี้ เสียงที่เบากว่าแต่มีความถี่เฉพาะเจาะจงอาจสร้างความเสียหายต่อตัวรับความถี่นั้นๆ ได้ โดยระดับความรุนแรงมีตั้งแต่เพียงแค่รู้สึกปวดหูไปจนถึงการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร

ภาพประกอบเกี่ยวกับระบบการได้ยินและผลกระทบจากเสียงดัง
เสียงที่ดังเกินขีดจำกัดสามารถสร้างความเสียหายถาวรต่อเซลล์ขนในหูชั้นในได้

สัญญาณและอาการ

เสียงที่เป็นอันตรายจะสร้างความเสียหายต่อกลไกการได้ยินในหูชั้นใน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม (Sensorineural hearing loss - SNHL) ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ:

  • การสูญเสียการได้ยินชั่วคราว (Temporary Threshold Shift - TTS): อาการจะค่อยๆ หายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป
  • การสูญเสียการได้ยินถาวร (Permanent Threshold Shift - PTS): หากการสูญเสียการได้ยินยังคงอยู่เกิน 8 สัปดาห์หลังจากได้รับบาดเจ็บ มักจะถือว่าเป็นการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร

อาการที่พบบ่อย ได้แก่:

  • การสูญเสียการได้ยิน
  • มีเสียงวี้ดหรือเสียงหึ่งในหู (Tinnitus)
  • รู้สึกหูอื้อหรือแน่นในหู (Aural fullness)
  • อาการปวดหูเมื่อได้ยินเสียงดัง (Recruitment)
  • ความยากลำบากในการระบุตำแหน่งของเสียง
  • ความยากลำบากในการได้ยินท่ามกลางเสียงรบกวน
  • อาการเวียนศีรษะ (Vertigo)
  • ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด (ในบางกรณีที่เกิดจากความเครียดของร่างกาย)

สาเหตุและระดับความดังของเสียง

ภาวะหูดับเกิดจากการได้รับเสียงที่มีเดซิเบลสูง ซึ่งอาจเกิดจากเสียงดังเพียงครั้งเดียวหรือการได้รับเสียงดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น การตัดหญ้า การใช้เครื่องมือไฟฟ้า หรือการทำงานกับเครื่องจักรหนัก

เกณฑ์ระดับเสียง (เดซิเบล, dB)

ระดับเดซิเบล (dB)ความรู้สึก/ประเภทเสียง
0-30เสียงเบา
40-60เสียงปานกลางถึงเบา
70-90เสียงดังมาก
100-120เริ่มรู้สึกปวดหู
130-180ทนไม่ได้/อันตรายร้ายแรง

พยาธิสรีรวิทยา (กลไกการเกิดโรค)

เมื่อเสียงที่มีพลังงานสูงส่งผ่านไปยังคอเคลีย (Cochlea) จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ขนชั้นนอก (OHC) และเซลล์ขนชั้นใน (IHC) รวมถึงทำให้เกิดความเป็นพิษจากกลูตาเมต (Glutamate excitotoxicity) ต่อเซลล์ประสาทใน spiral ganglion ซึ่งนำไปสู่ภาวะ Cochlear synaptopathy

หากเสียงมีความดังเกิน 132 เดซิเบล อวัยวะคอร์ติ (Organ of Corti) อาจหลุดออกจากเยื่อฐาน (Basilar membrane) และหากเสียงดังกว่า 184 เดซิเบล แก้วหูจะฉีกขาด ซึ่งมักพบในกรณีการระเบิดของระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ในทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บทางสมอง (TBI) หรือการบาดเจ็บที่ปอดและอวัยวะภายในได้ด้วย

การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัยจะพิจารณาจากประวัติการสัมผัสเสียงดัง และการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยสามารถได้ยินเสียงในระดับความถี่ใดบ้าง

แนวทางการรักษาและป้องกัน

ในปัจจุบัน การสูญเสียการได้ยินจากภาวะหูดับไม่สามารถย้อนกลับให้เป็นปกติได้ เป้าหมายหลักคือการป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม:

  • การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy - HBO): ใช้ในกรณีที่รุนแรงมาก
  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids): ยาลดการอักเสบ เพื่อลดการอักเสบและเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนในหูชั้นใน
  • การผ่าตัดซ่อมแซมแก้วหู: ในกรณีที่แก้วหูฉีกขาด
  • อุปกรณ์ช่วยฟัง: สำหรับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินถาวร
  • อุปกรณ์ป้องกันหู: เช่น ปลั๊กอุดหู (Earplugs) หรือที่ครอบหู (Earmuffs)

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการใช้โปรแกรมป้องกันการสูญเสียการได้ยิน (Hearing Loss Prevention Program - HLPP) โดยเน้นการกำจัดแหล่งกำเนิดเสียง การเปลี่ยนเครื่องจักร หรือการควบคุมทางวิศวกรรมและบริหารจัดการ

คำถามที่พบบ่อย

ภาวะหูดับจากเสียงดังสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

ในปัจจุบัน การสูญเสียการได้ยินที่เกิดขึ้นจากความเสียหายของเซลล์ขนในหูชั้นในไม่สามารถย้อนกลับให้เป็นปกติได้ แต่การรักษาด้วยยาและออกซิเจนความดันสูงสามารถช่วยลดความเสียหายและกู้คืนการได้ยินบางส่วนได้หากรักษาทันท่วงที

อาการหูอื้อหลังจากฟังเพลงดังๆ เป็นเรื่องปกติหรือไม่?

หากเป็นเพียงการสูญเสียการได้ยินชั่วคราว (TTS) อาการจะหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากมีอาการปวดหูหรือหูอื้อต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ควรพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นภาวะหูดับถาวร

เราควรใช้อุปกรณ์ป้องกันหูเมื่อใด?

ระดับเสียงที่เริ่มทำให้เกิดความเจ็บปวดมักจะอยู่ที่ 100-120 เดซิเบล ดังนั้นหากต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก หรือใช้เครื่องมือไฟฟ้าที่มีเสียงดัง ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันหู เช่น ปลั๊กอุดหูหรือที่ครอบหูเสมอ