ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน สาเหตุ อาการ และการรักษา
สรุปใจความสำคัญ
- สาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุดคือ นิ่วในถุงน้ำดี (40%) และการดื่มแอลกอฮอล์ (30%)
- อาการเด่นคือ ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่หรือส่วนบนซ้าย ร้าวไปที่หลัง
- ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ ภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS) และเบาหวานชนิด 3c
- การรักษาที่สำคัญคือ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและการให้อาหารทางเดินอาหารอย่างรวดเร็ว
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pancreatitis) คือภาวะที่มีการอักเสบเกิดขึ้นที่ตับอ่อนอย่างกะทันหัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เกิดซ้ำ หรือพัฒนาไปสู่ภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรังและภาวะตับอ่อนล้มเหลวได้ ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อตับอ่อนหลั่งเอนไซม์ที่ออกฤทธิ์ (เช่น trypsin, chymotrypsin และ carboxypeptidase) ออกมาในขณะที่ยังอยู่ในตับอ่อน แทนที่จะหลั่งในรูปแบบที่ไม่ออกฤทธิ์ ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายเนื้อเยื่อของตับอ่อนเอง (Auto-digestion)

สาเหตุของตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
สาเหตุของโรคนี้มีความหลากหลาย โดยกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:
- นิ่วในถุงน้ำดี (Biliary Pancreatitis): พบได้ประมาณ 40% ของผู้ป่วย โดยเกิดจากนิ่วที่ไปอุดตันในท่อน้ำดีร่วมหรือท่อตับอ่อน
- การดื่มแอลกอฮอล์: พบได้ประมาณ 30% ของผู้ป่วย โดยเฉพาะการดื่มในปริมาณมากและต่อเนื่อง
- ไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic): พบได้ประมาณ 15–25% ของผู้ป่วย
- ความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม: เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia), ภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก (Hypertriglyceridemia โดยปกติจะสูงกว่า 1,000 มก./ดล.) และพันธุกรรม
- ปัจจัยอื่นๆ: การบาดเจ็บที่หน้าท้อง, การใช้ยาบางชนิด (เช่น azathioprine, valproic acid), การติดเชื้อ (เช่น โรคคางทูมในเด็ก, ไวรัสตับอักเสบ), และภาวะแทรกซ้อนหลังการส่องกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) ซึ่งมีความเสี่ยงประมาณ 5-10%
อาการและสัญญาณเตือน
อาการทั่วไป
อาการที่เด่นชัดที่สุดคือ อาการปวดท้อง ซึ่งมักปวดบริเวณส่วนบนซ้าย หรือบริเวณลิ้นปี่ และอาจร้าวไปที่หลังหรือหน้าอก อาการปวดนี้อาจรุนแรงขึ้นหลังการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ และอาจกลายเป็นอาการปวดคงที่เมื่อโรคดำเนินไป นอกจากนี้ยังพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ต่ำถึงปานกลาง
สัญญาณบ่งชี้ในรายที่รุนแรง
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพบสัญญาณทางกายภาพที่หายาก (พบน้อยกว่า 1%) ได้แก่:
- Grey-Turner's sign: รอยจ้ำเลือดสีม่วงคล้ำบริเวณสีข้าง
- Cullen's sign: รอยจ้ำเลือดรอบสะดือ
นอกจากนี้ อาจพบภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusions) ซึ่งพบได้ถึง 34% ของผู้ป่วย และมักสัมพันธ์กับพยากรณ์โรคที่ไม่ดี
ภาวะแทรกซ้อนและการดำเนินโรค
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ดังนี้:
ภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่
- เนื้อตาย (Necrotic Pancreatitis): การอักเสบลุกลามจนเซลล์ตับอ่อนตาย และอาจเกิดการสะสมของของเหลวหรือเนื้อตายรอบตับอ่อน ซึ่งอาจพัฒนาเป็นถุงน้ำเทียม (Pseudocysts)
- การอุดตัน: เช่น การอุดตันของทางออกกระเพาะอาหาร หรือท่อน้ำดีร่วม
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบร่างกาย
- ระบบทางเดินหายใจ: ภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS)
- ระบบไหลเวียนโลหิต: ภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจายในหลอดเลือด (DIC) และความล้มเหลวของอวัยวะหลายระบบ (MODS)
- ระบบต่อมไร้ท่อ: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และโรคเบาหวานชนิด 3c (Pancreatogenic diabetes) เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ
- ระบบย่อยอาหาร: ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยอาหาร (Exocrine pancreatic insufficiency) ส่งผลให้เกิดการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ
แนวทางการรักษา
การรักษาเบื้องต้นเน้นการประคับประคองและป้องกันภาวะแทรกซ้อน:
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluid Hydration): เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาการไหลเวียนโลหิต
- การควบคุมความเจ็บปวด: การใช้ยาแก้ปวดเพื่อลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย
- การให้อาหาร (Enteral Feeding): การให้อาหารผ่านทางเดินอาหาร (ทางปากหรือสายให้อาหาร) โดยเร็วที่สุด เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อน
ในรายที่รุนแรงซึ่งมีการเสียหายของอวัยวะอื่นร่วมด้วย จะต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU) โดยมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 20%
คำถามที่พบบ่อย
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันแตกต่างจากตับอ่อนอักเสบเรื้อรังอย่างไร?
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันเป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและสามารถรักษาให้หายได้ในหลายราย หากได้รับการรักษาทันท่วงที แต่หากมีการอักเสบซ้ำๆ หรือมีความเสียหายรุนแรง อาจพัฒนาไปสู่ตับอ่อนอักเสบเรื้อรังซึ่งมีการทำลายเนื้อเยื่อตับอ่อนอย่างถาวร
การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดตับอ่อนอักเสบได้อย่างไร?
แอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่อการหลั่งเอนไซม์ของตับอ่อนและทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งหากดื่มในปริมาณมากและต่อเนื่อง จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้อย่างมาก
ทำไมผู้ป่วยโรคนี้จึงต้องงดอาหารทางปากในบางกรณี?
ในอดีตมีการงดอาหารเพื่อให้ตับอ่อน 'พัก' แต่ปัจจุบันแนวทางการรักษาเน้นการให้อาหารทางเดินอาหาร (Enteral Feeding) โดยเร็วที่สุดเท่าที่ผู้ป่วยจะทนได้ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและรักษาความแข็งแรงของผนังลำไส้
