วิศวกรรมการบินและอวกาศ นวัตกรรมการเดินทางสู่ท้องฟ้าและจักรวาล
สรุปใจความสำคัญ
- วิศวกรรมการบินและอวกาศแบ่งเป็น 2 สาขาหลักคือ วิศวกรรมการบิน (Aeronautical) และวิศวกรรมอวกาศ (Astronautical)
- เซอร์ จอร์จ เคย์ลีย์ เป็นผู้บุกเบิกคนแรกที่แยกแรงยกและแรงต้านออกจากกัน
- NASA พัฒนามาจาก NACA ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านการบินแห่งแรกของสหรัฐฯ
วิศวกรรมการบินและอวกาศ เป็นสาขาหลักของวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอากาศยาน (Aircraft) และยานอวกาศ (Spacecraft) โดยแบ่งออกเป็นสองสาขาย่อยที่สำคัญและมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด คือ วิศวกรรมการบิน (Aeronautical Engineering) และ วิศวกรรมอวกาศ (Astronautical Engineering) นอกจากนี้ยังมีวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics Engineering) ที่เน้นด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในยานพาหนะเหล่านี้
ในอดีต คำว่า "วิศวกรรมการบิน" ถูกใช้เป็นคำเรียกหลัก แต่เมื่อเทคโนโลยีการบินก้าวหน้าจนสามารถส่งยานพาหนะออกไปนอกชั้นบรรยากาศโลกได้ จึงมีการนำคำว่า "วิศวกรรมการบินและอวกาศ" มาใช้เพื่อให้ครอบคลุมขอบเขตที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของวิศวกรรมอวกาศที่มักถูกเรียกกันในภาษาทั่วไปว่า "วิทยาศาสตร์จรวด" (Rocket Science)
ภาพรวมของวิศวกรรมการบินและอวกาศ
ยานพาหนะที่ใช้ในการบินต้องเผชิญกับสภาวะที่รุนแรง เช่น การเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศและอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว รวมถึงแรงกระทำทางโครงสร้างมหาศาล ดังนั้น การสร้างยานพาหนะเหล่านี้จึงต้องอาศัยการบูรณาการความรู้จากหลายสาขาวิชา ได้แก่:
- อากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics): การศึกษาการไหลของอากาศรอบๆ วัตถุ
- ระบบขับเคลื่อน (Air Propulsion): การพัฒนาเครื่องยนต์เพื่อให้เกิดแรงผลัก
- อิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics): ระบบสื่อสาร นำทาง และควบคุม
- วัสดุศาสตร์ (Materials Science): การเลือกใช้วัสดุที่ทนทานและน้ำหนักเบา
- การวิเคราะห์โครงสร้างและการผลิต (Structural Analysis and Manufacturing): การออกแบบโครงสร้างให้รับแรงได้และสามารถผลิตได้จริง
เนื่องจากความซับซ้อนของระบบ วิศวกรรมการบินและอวกาศจึงมักดำเนินการโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ทำงานร่วมกัน
ประวัติความเป็นมา

จุดเริ่มต้นของวิศวกรรมการบินและอวกาศสามารถย้อนกลับไปได้ถึงเหล่านักบุกเบิกการบินในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง เซอร์ จอร์จ เคย์ลีย์ (Sir George Cayley) ซึ่งทำงานตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่แยกแยะแรงยก (Lift) และแรงต้าน (Drag) ออกจากกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการบินในชั้นบรรยากาศ
ความรู้ในช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากการทดลอง (Empirical) และการประยุกต์ใช้ความรู้จากวิศวกรรมสาขาอื่น เช่น พลศาสตร์ของไหล จนกระทั่งในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1903 พี่น้องตระกูลไรท์ (Wright Brothers) ประสบความสำเร็จในการบินด้วยเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์และหนักกว่าอากาศเป็นครั้งแรก โดยบินได้นาน 12 วินาที และในช่วงทศวรรษ 1910 วิศวกรรมการบินได้ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วจากการออกแบบเครื่องบินทางการทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1
บทบาทของสงครามโลกครั้งที่ 1 และการเริ่มต้นของยุคอวกาศ
ในปี ค.ศ. 1914 โรเบิร์ต กอดดาร์ด (Robert Goddard) ได้รับสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกาสำหรับการสร้างจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงแข็ง เชื้อเพลิงเหลว และการออกแบบจรวดหลายท่อน (Multi-stage) ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบขับเคลื่อนยานอวกาศในเวลาต่อมา
ต่อมาในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1915 สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการบินแห่งชาติ (NACA) ซึ่งเป็นองค์กรที่รัฐบาลสนับสนุนเพื่อการวิจัยด้านการบินเป็นแห่งแรก และต่อมา NACA ได้ถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างและกลายเป็น NASA (National Aeronautics and Space Administration) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการสำรวจอวกาศของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
วิศวกรรมการบินและวิศวกรรมอวกาศแตกต่างกันอย่างไร?
วิศวกรรมการบินเน้นการออกแบบและพัฒนาอากาศยานที่บินภายในชั้นบรรยากาศโลก ส่วนวิศวกรรมอวกาศเน้นการออกแบบยานพาหนะที่ทำงานนอกชั้นบรรยากาศโลก เช่น ดาวเทียมและยานสำรวจอวกาศ
Avionics คืออะไร?
Avionics หรืออิเล็กทรอนิกส์การบิน คือการประยุกต์ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในอากาศยานและยานอวกาศ เช่น ระบบนำทาง ระบบสื่อสาร และระบบควบคุมการบิน
ใครคือผู้บุกเบิกการบินที่มีชื่อเสียงที่สุด?
พี่น้องตระกูลไรท์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการบินด้วยเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์สำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 1903 แต่ในเชิงทฤษฎี เซอร์ จอร์จ เคย์ลีย์ คือผู้ปูพื้นฐานด้านแรงยกและแรงต้าน