← กลับไปยังบทความทั้งหมด

แอฟริกันศึกษา การศึกษาวัฒนธรรมและสังคมของทวีปแอฟริกา

สรุปใจความสำคัญ

  • แอฟริกันศึกษาเน้นการศึกษาวัฒนธรรม สังคม ประวัติศาสตร์ และการเมืองของทวีปแอฟริกา โดยไม่รวมถึงด้านธรณีวิทยาหรือสัตววิทยา
  • นักวิชาการในสาขานี้เรียกว่า 'แอฟริกันนิสต์' (Africanist) ซึ่งมุ่งเน้นการลดภาพลักษณ์ความแปลกประหลาดของแอฟริกา
  • มีการใช้ 'มุขปาฐะ' (orature) เป็นหลักฐานสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์แอฟริกา เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของหลักฐานลายลักษณ์อักษรแบบยุโรป
  • วอลเตอร์ ร็อดนีย์ เสนอทฤษฎีว่ายุโรปทำให้แอฟริกาพัฒนาล่าช้า (Underdevelopment) ผ่านระบบอาณานิคมและการค้าทาส

แอฟริกันศึกษา (African Studies) คือสาขาวิชาการศึกษาที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์ทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในมิติของวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาในเชิงธรณีวิทยา ภูมิศาสตร์ หรือสัตววิทยา โดยขอบเขตของวิชานี้ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ (ทั้งในยุคก่อนอาณานิคม ยุคอาณานิคม และยุคหลังอาณานิคม) ประชากรศาสตร์ กลุ่มชาติพันธุ์ วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ ภาษา และศาสนา ซึ่งรวมถึงศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และความเชื่อดั้งเดิมของท้องถิ่น

ผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้มักถูกเรียกว่า "แอฟริกันนิสต์" (Africanist) ซึ่งกลุ่มนักวิชาการเหล่านี้พยายามผลักดันให้เกิดการ "ลดความแปลกประหลาด" (deexoticize) ของทวีปแอฟริกา เพื่อให้โลกเข้าใจแอฟริกาในฐานะสังคมปกติทั่วไป แทนที่จะมองว่าเป็นดินแดนที่ลึกลับหรือแปลกแยก นอกจากนี้ นักวิชาการชาวแอฟริกันในปัจจุบันยังมุ่งเน้นไปที่การถอนรากทางความคิดแบบอาณานิคม (decolonizing) เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองการศึกษาให้สะท้อนประสบการณ์ของชาวแอฟริกันผ่านเลนส์ของคนแอฟริกันเอง

ภาพประกอบเกี่ยวกับแอฟริกันศึกษา
การศึกษาแอฟริกันศึกษามุ่งเน้นการทำความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสังคมของทวีปแอฟริกา

ประวัติและการพัฒนาของสาขาวิชา

รากฐานทางมานุษยวิทยาในช่วงแรกของแอฟริกันศึกษามีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการสำรวจทวีปแอฟริกาของชาวยุโรป การค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยนักสำรวจและมิชชันนารี รวมถึงการแย่งชิงแอฟริกา (Scramble for Africa) โดยมหาอำนาจจักรวรรดินิยมยุโรป

การเปลี่ยนแปลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการประกาศเอกราช

หลังปี ค.ศ. 1945 การถอนรากอาณานิคม สงครามเย็น และวาระการพัฒนาในระดับนานาชาติ ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งองค์กรด้านแอฟริกันศึกษา เช่น ศูนย์วิจัยและสถาบันต่าง ๆ ทั่วทวีปแอฟริกา ผู้นำชาวแอฟริกัน เช่น นัมดี อาซิกิเว (Nnamdi Azikiwe), ควาเม นครูมาห์ (Kwame Nkrumah) และ เลโอโปลด์ เซงกอร์ (Leopold Senghor) ได้ปฏิเสธสมมติฐานของจักรวรรดินิยมยุโรป และสนับสนุนให้ชาวแอฟริกันสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญต่อสวัสดิภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประชาชน

ในขณะเดียวกัน นักวิชาการชาวยุโรป เช่น เบซิล เดวิดสัน (Basil Davidson) และ โทมัส ฮอดจ์กินส์ (Thomas Hodgkin) เริ่มโต้แย้งแนวคิดและมาตรฐานของอาณานิคม โดยเฉพาะการที่ประวัติศาสตร์แอฟริกาถูกละเลยเพียงเพราะขาดหลักฐานที่เป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรตามมาตรฐานยุโรป ซึ่ง เคนเนธ ไดก์ (Kenneth Dike) นักวิชาการชาวแอฟริกัน ได้เน้นย้ำถึงคุณค่าของ "มุขปาฐะ" (orature) หรือการบอกเล่าทางวัฒนธรรมในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

การสร้างระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาในแอฟริกา

ในปี ค.ศ. 1964 ได้มีการพัฒนา General History of Africa โดยกลุ่มนักวิชาการชาวแอฟริกัน เช่น เจคอบ อาจายี (Jacob Ajayi) และ อาลี มาซรุย (Ali Mazrui) เพื่อสร้างประวัติศาสตร์แอฟริกาที่เขียนโดยคนแอฟริกัน ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 สถาบันแอฟริกันศึกษาในสหราชอาณาจักรได้ถูกก่อตั้งขึ้น รวมถึงสมาคมแอฟริกันศึกษาแห่งสหราชอาณาจักร (ASAUK) ในปี ค.ศ. 1963 เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างนักวิชาการยุโรปและแอฟริกัน

การวิพากษ์และทฤษฎีการพัฒนาที่ล่าช้า

ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 วอลเตอร์ ร็อดนีย์ (Walter Rodney) ได้นำเสนอทฤษฎีในหนังสือ How Europe Underdeveloped Africa โดยชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากการค้าทาสและอาณานิคมส่งผลให้แอฟริกาเกิดการพัฒนาที่ล่าช้าและสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างยุโรปและแอฟริกา

ในช่วงทศวรรษ 1980 แม้ความสนใจในแอฟริกันศึกษาในสหราชอาณาจักรจะลดลง แต่ในสหรัฐอเมริกากลับมีความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการชาวแอฟริกันและชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสาขาวิชา Africana Studies ที่เน้นความเชื่อมโยงระหว่างทวีปแอฟริกากับกลุ่มประชากรแอฟริกันในดินแดนอื่น ๆ (Diaspora)

ความท้าทายในปัจจุบัน

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 แอฟริกาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบอุดมศึกษาและแอฟริกันศึกษา เกิดปัญหาการขาดแคลนหนังสือ (book famine) และภาวะสมองไหล (brain drain) ซึ่งทำให้วัฒนธรรมการวิจัยและสถาบันทางวิชาการในท้องถิ่นเสื่อมถอยลง

คำถามที่พบบ่อย

แอฟริกันศึกษาแตกต่างจากการศึกษาแอฟริกาในด้านอื่นอย่างไร?

แอฟริกันศึกษามุ่งเน้นที่มิติทางสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเมือง ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น ภูมิศาสตร์กายภาพ ธรณีวิทยา หรือสัตววิทยาของทวีปแอฟริกา

แอฟริกันนิสต์ (Africanist) คือใคร?

แอฟริกันนิสต์ คือผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับทวีปแอฟริกา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการนำเสนอภาพลักษณ์ของแอฟริกาที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และลดการมองว่าแอฟริกาเป็นดินแดนที่แปลกประหลาด (exoticized)

ทำไมการใช้มุขปาฐะจึงสำคัญในแอฟริกันศึกษา?

เพราะในหลายสังคมแอฟริกัน ประวัติศาสตร์ถูกส่งต่อผ่านการบอกเล่า (orature) การยอมรับมุขปาฐะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ช่วยให้นักวิชาการสามารถสร้างประวัติศาสตร์แอฟริกาที่สะท้อนความเป็นจริงของคนในพื้นที่ได้มากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาเพียงเอกสารของเจ้าอาณานิคม

Africana Studies แตกต่างจาก African Studies อย่างไร?

ในขณะที่แอฟริกันศึกษามักเน้นที่ตัวทวีปแอฟริกาเป็นหลัก Africana Studies จะครอบคลุมกว้างกว่า โดยรวมถึงการศึกษาประชากรเชื้อสายแอฟริกันที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก (African Diaspora)