After the Curfew ภาพยนตร์คลาสสิกสะท้อนสังคมอินโดนีเซีย
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นภาพยนตร์คลาสสิกของอินโดนีเซียปี 1954 กำกับโดย Usmar Ismail
- สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันและบาดแผลทางจิตใจของทหารหลังสงครามเอกราช
- เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของอินโดนีเซียที่ตั้งใจผลิตเพื่อฉายในต่างประเทศ
- ถูกระงับการฉายในญี่ปุ่นเพื่อเป็นการประท้วงทางการเมืองต่อรัฐบาลญี่ปุ่น
After the Curfew หรือในชื่อภาษาอินโดนีเซียว่า Lewat Djam Malam เป็นภาพยนตร์สัญชาติอินโดนีเซียที่ออกฉายในปี 1954 ซึ่งกำกับและอำนวยการสร้างโดย Usmar Ismail และเขียนบทโดย Asrul Sani ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกและเป็นภาพยนตร์คลาสสิกของวงการภาพยนตร์อินโดนีเซีย โดยนำเสนอเรื่องราวของอดีตทหารที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางศีลธรรมและการต่อสู้กับคอร์รัปชันในสังคมหลังสงคราม

เนื้อเรื่องย่อ
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่เนเธอร์แลนด์ยอมรับเอกราชของอินโดนีเซียในปี 1949 ในเมืองบันดุง จังหวัดชวาตะวันตก มีการประกาศใช้เคอร์ฟิว โดย Iskandar อดีตทหารที่เพิ่งถูกปลดประจำการ ได้กลับมายังเมืองนี้และเกือบถูกยิงเมื่อเดินทางมาถึง เขาเข้าพักที่บ้านของ Norma คู่หมั้นของเขาและครอบครัวของเธอ
แม้ว่าพ่อของ Norma จะช่วยหางานให้ Iskandar ในสำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เขากลับถูกไล่ออกอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกแปลกแยกและบาดแผลทางจิตใจจากสงครามทำให้เขาหันไปหาเพื่อนร่วมรบเก่าอย่าง Gafar และ Gunawan
- Gafar: ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพยายามเตือน Iskandar ไม่ให้กลับไปหา Gunawan
- Gunawan: อดีตหัวหน้าหน่วยที่กลายเป็นนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่ใช้ความรุนแรงและคอร์รัปชันเพื่อสร้างความมั่งคั่ง
เมื่อ Iskandar พบว่า Gunawan สั่งให้เขาฆ่าครอบครัวผู้ลี้ภัยโดยหลอกว่าเป็นสายลับชาวดัตช์ และนำทรัพย์สินของครอบครัวนั้นมาสร้างธุรกิจ ความโกรธและความรู้สึกผิดทำให้เขาร่วมมือกับ Puja (อดีตเพื่อนร่วมรบที่กลายเป็นแมงดา) เพื่อสังหาร Gunawan
โศกนาฏกรรมจบลงเมื่อ Iskandar พยายามหนีจากความผิดและถูกยิงเสียชีวิตที่หน้าประตูบ้านของ Norma ท่ามกลางสายตาของแขกในงานเลี้ยง

การผลิตและเบื้องหลัง
Usmar Ismail ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งภาพยนตร์อินโดนีเซีย เนื่องจากเขาเคยเป็นทหารในช่วงการปฏิวัติ ทำให้การนำเสนอภาพลักษณ์ของทหารในเรื่องมีความสมจริงอย่างยิ่ง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ผลิตโดย Perfini สตูดิโอที่ Ismail สร้างขึ้นในปี 1950 และเป็นภาพยนตร์อินโดนีเซียเรื่องแรกที่ตั้งใจผลิตเพื่อนำไปฉายในต่างประเทศ
การตอบรับและคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคม 1954 แม้ว่าจะมีแผนจะนำไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เอเชียที่โตเกียว แต่รัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้นไม่อนุญาตให้ฉาย เพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาลญี่ปุ่นที่ไม่ลงโทษทหารญี่ปุ่นที่ก่ออาชญากรรมในช่วงการยึดครองอินโดนีเซีย (1942-1945)
นักวิจารณ์และนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์มองว่า Lewat Djam Malam เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อในการแสดงออกทางศิลปะและสะท้อนสังคม ไม่ใช่เพียงเพื่อผลกำไร โดยเน้นย้ำถึงปัจเจกนิยมและความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ปฏิวัติกับความเป็นจริงของสังคมที่คอร์รัปชัน
รายชื่อนักแสดงนำ
| นักแสดง | บทบาท |
|---|---|
| A.N. Alcaff | Iskandar |
| Netty Herawaty | Norma |
| Awaludin | Gafar |
| R.D. Ismail | Gunawan |
| Bambang Hermanto | Puja |
| Dhalia | Laila |
คำถามที่พบบ่อย
After the Curfew (Lewat Djam Malam) เป็นหนังเกี่ยวกับอะไร?
เป็นเรื่องราวของอดีตทหารที่ต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดและความขัดแย้งทางศีลธรรม เมื่อพบว่าอดีตหัวหน้าของเขาใช้ความรุนแรงและคอร์รัปชันเพื่อสร้างความร่ำรวยหลังสงคราม
ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นคลาสสิก?
เพราะเป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์อินโดนีเซียผ่านมุมมองของปัจเจกบุคคล และเป็นการใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อในการแสดงออกทางศิลปะที่สะท้อนสังคมอย่างลึกซึ้ง
ทำไมรัฐบาลอินโดนีเซียถึงสั่งห้ามฉายในญี่ปุ่น?
เพื่อประท้วงการที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ลงโทษทหารญี่ปุ่นที่ก่ออาชญากรรมในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองอินโดนีเซียระหว่างปี 1942-1945


