แบบจำลอง Aghion–Howitt การเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นแบบจำลองการเติบโตภายใน (Endogenous Growth) ที่เน้นการเพิ่มคุณภาพของสินค้าผ่านนวัตกรรม
- ใช้แนวคิด 'การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์' (Creative Destruction) ของ Joseph Schumpeter เป็นพื้นฐาน
- แบ่งเศรษฐกิจเป็น 3 ภาคส่วน: สินค้าขั้นกลาง, สินค้าขั้นสุดท้าย และการวิจัยและพัฒนา (R&D)
- Philippe Aghion และ Peter Howitt ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2025 จากผลงานนี้
แบบจำลอง Aghion–Howitt (Aghion–Howitt model) หรือที่รู้จักในชื่อ แบบจำลองบันไดคุณภาพ (Quality Ladder Model) เป็นแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์สามภาคส่วนที่ใช้ในทฤษฎีการเติบโตภายใน (Endogenous Growth Theory) ภายใต้สภาวะการแข่งขันแบบผูกขาด (Monopolistic Competition) แบบจำลองนี้ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยทางพฤติกรรม โดยเฉพาะการที่ตัวแทนทางเศรษฐกิจลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อแสวงหากำไร
หัวใจสำคัญของแบบจำลองนี้คือการมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมอย่างมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายล้างทางเทคโนโลยีเก่าเพื่อแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่า นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพและระดับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

ประวัติและความเป็นมา
ในยุคแรกของแบบจำลองการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น แบบจำลอง Solow หรือ Harrod–Domar อัตราการเติบโตถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอก (Exogenous) เช่น อัตราการออมหรืออัตราความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งไม่สามารถอธิบายความแตกต่างของระดับการเติบโตระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างชัดเจน
ต่อมามีการพัฒนาแบบจำลอง Ramsey–Cass–Koopmans และแบบจำลองรุ่นอายุที่ซ้อนทับกัน (Overlapping Generations Model) เพื่อให้การออมถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังคงเป็นปัจจัยภายนอก จนกระทั่ง Paul Romer ได้เสนอให้ใช้การแข่งขันแบบผูกขาดเพื่ออธิบายอัตราความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีผ่านการเพิ่มความหลากหลายของสินค้า
ในปี 1990 Philippe Aghion และ Peter Howitt ได้นำเสนอแนวทางที่แตกต่าง โดยให้ความสำคัญกับแนวคิด "การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์" (Creative Destruction) ของ Joseph Schumpeter ซึ่งมองว่านวัตกรรมใหม่จะเข้ามาแทนที่และทำลายเทคโนโลยีเดิม เช่น การใช้หลอดไฟแทนเทียน หรือการใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีด ดังนั้น อำนาจผูกขาดที่ได้จากการสร้างนวัตกรรมจึงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว
แบบจำลองนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในรูปแบบเอกสารทำงานของ NBER ในปี 1990 และตีพิมพ์ในวารสาร Econometrica ในปี 1992 ซึ่งต่อมา Philippe Aghion และ Peter Howitt ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2025 ร่วมกับ Joel Mokyr สำหรับทฤษฎีการเติบโตที่ยั่งยืนผ่านการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์
รายละเอียดของแบบจำลอง
ข้อสมมติพื้นฐาน
แบบจำลองนี้พิจารณาเศรษฐกิจแบบปิด โดยมีเป้าหมายคือบริษัทต้องการกำไรสูงสุด และผู้บริโภคต้องการอรรถประโยชน์สูงสุด โดยแบ่งเศรษฐกิจออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก:
- ภาคสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods Sector): ดำเนินการภายใต้การแข่งขันแบบผูกขาด
- ภาคสินค้าขั้นสุดท้าย (Final Goods Sector): ดำเนินการภายใต้การแข่งขันสมบูรณ์
- ภาคการวิจัยและพัฒนา (R&D Sector): ทำหน้าที่ขายสิทธิบัตรให้แก่ภาคสินค้าขั้นกลาง
การเติบโตทางเศรษฐกิจในแบบจำลองนี้เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของ คุณภาพ ของสินค้าขั้นกลาง โดยไม่มีการพิจารณาการสะสมทุน (Capital Accumulation) ซึ่งสมมติให้ผลผลิต (y) เท่ากับการบริโภค (c) ดังสมการ $y = c$



ทรัพยากรแรงงาน
แบบจำลองสมมติให้ทรัพยากรแรงงานรวม (L) มีค่าคงที่ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ แรงงานในภาคการผลิต ($L_F$) และแรงงานในภาคการวิจัย ($n$):
$$L = L_F + n$$




บทวิเคราะห์และผลกระทบ
แบบจำลอง Aghion–Howitt ช่วยให้เข้าใจว่าการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลและบริษัทส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร และชี้ให้เห็นว่าการปกป้องผู้ผลิตรายเดิมในตลาดอาจเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากจะลดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่จะมาแทนที่ของเดิม
นอกจากนี้ แบบจำลองนี้ยังอธิบายว่าเหตุใดประเทศยากจนจึงไม่สามารถไล่ตามประเทศร่ำรวยได้ทันในบางกรณี เนื่องจากขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา หรือขาดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
คำถามที่พบบ่อย
แบบจำลอง Aghion–Howitt แตกต่างจากแบบจำลองของ Paul Romer อย่างไร?
ในขณะที่แบบจำลองของ Romer เน้นการเพิ่ม 'จำนวน' หรือความหลากหลายของสินค้าขั้นกลาง แต่แบบจำลอง Aghion–Howitt เน้นการเพิ่ม 'คุณภาพ' โดยที่สินค้าใหม่ที่มีคุณภาพสูงกว่าจะเข้ามาแทนที่และทำลายสินค้าเดิม (Creative Destruction)
การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Destruction) คืออะไร?
คือกระบวนการที่นวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์เดิม ทำให้บริษัทหรือเทคโนโลยีเก่าต้องออกจากตลาดไป เพื่อให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตขึ้นในด้านผลิตภาพ
ทำไมการปกป้องผู้ผลิตรายเดิมจึงส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ?
เพราะการปกป้องผู้ผลิตรายเดิมจะลดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เนื่องจากผู้ผลิตรายเดิมไม่ต้องเผชิญกับการแข่งขันหรือความเสี่ยงจากการถูกแทนที่ ทำให้ความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีช้าลง