แอนดราโกจี ศาสตร์และศิลป์แห่งการเรียนรู้ของผู้ใหญ่
สรุปใจความสำคัญ
- แอนดราโกจี (Andragogy) คือศาสตร์และศิลป์ในการสอนผู้ใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากเปดากอจี (Pedagogy) ที่เน้นการสอนเด็ก
- มัลคอล์ม โนวส์ เป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเน้นว่าผู้ใหญ่เป็นผู้เรียนที่นำตนเองได้ (Self-directed learners)
- หลักการสำคัญ 6 ประการของโนวส์เน้นที่ความต้องการรู้เหตุผล ประสบการณ์เดิม การนำตนเอง ความพร้อม ความมุ่งหมายในการแก้ปัญหา และแรงจูงใจภายใน
- ในยุโรป แอนดราโกจีถูกใช้เป็นชื่อสาขาวิชาทางวิชาการสำหรับการศึกษาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ในระดับมหาวิทยาลัย
แอนดราโกจี (Andragogy) คือแนวคิดและหลักการที่ใช้ในการจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ โดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก andr- (ผู้ใหญ่) และ agogos (ผู้นำ) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า "การนำทางผู้ใหญ่" ซึ่งแตกต่างจาก เปดากอจี (Pedagogy) ที่หมายถึงการนำทางหรือการสอนเด็ก
นิยามและแนวคิดพื้นฐาน
แอนดราโกจีมักถูกนิยามว่าเป็นศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ในการสอนผู้ใหญ่ หรือการช่วยเหลือให้ผู้ใหญ่เกิดการเรียนรู้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดมนุษยนิยมที่มองว่าผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความสามารถในการนำตนเอง (Self-directed) และมีความเป็นอิสระ โดยผู้สอนจะเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ถ่ายทอดความรู้" มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้" (Facilitator)
แม้ว่า มัลคอล์ม โนวส์ (Malcolm Knowles) จะนำเสนอแอนดราโกจีในรูปแบบของทฤษฎี แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าไม่มีทฤษฎีเดียวที่สามารถครอบคลุมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ได้ทั้งหมด เนื่องจากวิธีการเรียนรู้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาระดับอุดมศึกษา การฝึกอบรมในที่ทำงาน เทคโนโลยีใหม่ๆ และการเรียนรู้แบบออนไลน์
หลักการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ตามแนวคิดของมัลคอล์ม โนวส์
มัลคอล์ม โนวส์ ได้ระบุลักษณะสำคัญ 6 ประการที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ดังนี้:
- ความจำเป็นในการรู้ (Need to know): ผู้ใหญ่จำเป็นต้องทราบเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงต้องเรียนรู้สิ่งนั้น และสิ่งนั้นจะมีประโยชน์ต่อพวกเขาอย่างไร
- พื้นฐานจากประสบการณ์ (Foundation/Experience): ประสบการณ์เดิม (รวมถึงความผิดพลาดในอดีต) เป็นทรัพยากรสำคัญและเป็นรากฐานในการสร้างความรู้ใหม่
- มโนทัศน์แห่งตน (Self-concept): ผู้ใหญ่ต้องการมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจด้านการศึกษาของตนเอง และต้องการมีส่วนร่วมในการวางแผนและประเมินผลการเรียนรู้
- ความพร้อมในการเรียนรู้ (Readiness to learn): ผู้ใหญ่จะสนใจเรียนรู้ในสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวัน หรือการทำงานในปัจจุบัน
- การมุ่งเน้นการนำไปใช้ (Orientation to learning): การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะเน้นการแก้ปัญหา (Problem-centered) มากกว่าการเน้นเนื้อหาตามตำรา (Content-oriented)
- แรงจูงใจ (Motivation): ผู้ใหญ่ตอบสนองต่อแรงจูงใจภายใน (เช่น ความพึงพอใจส่วนตัว การพัฒนาตนเอง) ได้ดีกว่าแรงจูงใจภายนอก (เช่น รางวัล หรือการบังคับ)
ประวัติและการพัฒนา
คำว่า "Andragogy" ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดย อเล็กซานเดอร์ แคปป์ (Alexander Kapp) นักการศึกษาชาวเยอรมันในปี ค.ศ. 1833 ต่อมา ยูเกน โรเซนสต็อก-ฮิวสซี (Eugen Rosenstock-Huessy) ได้พัฒนาให้เป็นทฤษฎีการศึกษาผู้ใหญ่ และกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกาผ่านการนำเสนอของ มัลคอล์ม โนวส์
โนวส์ได้รับอิทธิพลจาก ดูซาน ซาวิเซวิช (Dušan Savićević) ซึ่งเป็นผู้แนะนำคำนี้ให้เขาในบอสตันเมื่อปี ค.ศ. 1966 ทำให้โนวส์นำคำว่าแอนดราโกจีมาใช้เพื่ออธิบายทฤษฎีการศึกษาผู้ใหญ่ของเขาในปี ค.ศ. 1967 และปรับปรุงการสะกดคำให้ถูกต้องตามพจนานุกรม Merriam-Webster
ความแตกต่างในบริบทสากล
ในขณะที่แนวคิดของโนวส์ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ในยุโรป แอนดราโกจีถูกมองว่าเป็นสาขาวิชาของการสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ (Systematic reflection) และถูกใช้เป็นชื่อเรียกสาขาวิชาทางวิชาการ เช่นเดียวกับชีววิทยาหรือฟิสิกส์ ตัวอย่างเช่น การจัดตั้งภาควิชาแอนดราโกจีในมหาวิทยาลัยปาลัคกี (สาธารณรัฐเช็ก) และมหาวิทยาลัยบัมแบร์ก (เยอรมนี) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในยุโรป แอนดราโกจีถูกใช้ในระดับโครงสร้างทางวิชาการที่กว้างกว่าเพียงแค่เทคนิคการสอน
คำถามที่พบบ่อย
แอนดราโกจีแตกต่างจากเปดากอจีอย่างไร?
แอนดราโกจีเน้นการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ที่นำตนเองได้ มีประสบการณ์ และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาในชีวิตจริง ในขณะที่เปดากอจีเน้นการสอนเด็กซึ่งผู้สอนเป็นผู้กำหนดทิศทางและเนื้อหาการเรียนรู้เป็นหลัก
บทบาทของผู้สอนในแนวคิดแอนดราโกจีคืออะไร?
ผู้สอนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้เชี่ยวชาญที่ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว มาเป็น 'ผู้อำนวยความสะดวก' (Facilitator) ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเองได้
ทำไมประสบการณ์เดิมของผู้เรียนจึงสำคัญในแอนดราโกจี?
เพราะผู้ใหญ่มีประสบการณ์ชีวิตและการทำงานที่หลากหลาย ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นทรัพยากรในการเรียนรู้และเป็นจุดเชื่อมโยงเพื่อสร้างความเข้าใจในเนื้อหาใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

