ความผิดปกติของหลอดเลือดในทางเดินอาหาร (Angiodysplasia)
สรุปใจความสำคัญ
- Angiodysplasia เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็กในทางเดินอาหารที่มักพบในผู้สูงอายุ
- เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารโดยไม่ทราบสาเหตุและภาวะโลหิตจาง
- มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาการ Heyde ซึ่งเกิดจากลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบส่งผลให้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด vWF ลดลง
- การวินิจฉัยสมัยใหม่ใช้การส่องกล้องแบบแคปซูล (Pill Enteroscopy) และ CT Angiography เพื่อหาตำแหน่งรอยโรค
Angiodysplasia คือความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็กในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารโดยไม่ทราบสาเหตุอื่น และนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง (Anemia) รอยโรคนี้มักพบได้หลายจุด โดยเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) และลำไส้ใหญ่ส่วนทอดขึ้น (Ascending colon) อย่างไรก็ตาม สามารถเกิดขึ้นได้ในส่วนอื่น ๆ ของทางเดินอาหารเช่นกัน

พยาธิสรีรวิทยา
ในทางจุลพยาธิวิทยา Angiodysplasia มีลักษณะคล้ายกับภาวะหลอดเลือดฝอยขยายตัว (Telangiectasia) การเกิดรอยโรคนี้มีความสัมพันธ์กับอายุและการเสื่อมสภาพของผนังลำไส้ โดยเชื่อว่าเกิดจากการหดตัวของผนังลำไส้ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ส่งผลให้การระบายเลือดผ่านหลอดเลือดดำในชั้นเยื่อบุผิว (Mucosa) ถูกขัดขวาง
เมื่อเวลาผ่านไป หลอดเลือดดำจะเริ่มคดเคี้ยวและขยายตัว ในขณะที่หลอดเลือดฝอยในชั้นเยื่อบุผิวจะขยายกว้างขึ้น และหูรูดก่อนเข้าหลอดเลือดฝอย (Precapillary sphincter) ทำงานผิดปกติ จนกลายเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ (Arteriovenous malformation) ที่มีลักษณะเป็นกลุ่มหลอดเลือดขยายตัวขนาดเล็ก
ความสัมพันธ์กับกลุ่มอาการ Heyde (Heyde's Syndrome)
แม้ว่า Angiodysplasia จะพบได้ทั่วไป แต่ความเสี่ยงในการเลือดออกจะเพิ่มสูงขึ้นในผู้ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด โดยเฉพาะใน กลุ่มอาการ Heyde (Heyde's syndrome) ซึ่งเป็นการเกิดร่วมกันระหว่างภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ (Aortic valve stenosis) และการมีเลือดออกจากการเกิด Angiodysplasia
ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แรงเฉือน (Shear stress) ที่สูงมากจากการไหลเวียนของเลือดที่ปั่นป่วนรอบลิ้นหัวใจเอออร์ติก จะทำให้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่เรียกว่า von Willebrand factor (vWF) ถูกย่อยสลาย ซึ่ง vWF มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เลือดแข็งตัวในบริเวณที่มีแรงเฉือนสูง เช่น ในรอยโรค Angiodysplasia ดังนั้น เมื่อขาด vWF จึงทำให้ความเสี่ยงในการเลือดออกเพิ่มมากขึ้น
อาการและสัญญาณเตือน
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายยางมะตอย (Melena) แต่ในหลายกรณี การสูญเสียเลือดอาจเกิดขึ้นทีละน้อยจนสังเกตได้ยาก โดยอาการเด่นที่พบคืออาการของภาวะโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และซีด
การวินิจฉัย
การวินิจฉัย Angiodysplasia มักทำได้ยากเนื่องจากรอยโรคอาจมีขนาดเล็กและกระจายตัว การตรวจวินิจฉัยมีดังนี้:
- การตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test): จะให้ผลบวกเมื่อมีการเลือดออกในขณะนั้น แต่หากเลือดออกเป็นระยะ ผลการตรวจอาจเป็นลบได้
- การส่องกล้อง (Endoscopy): การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) หรือการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (EGD) เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัย
- การส่องกล้องแบบแคปซูล (Pill Enteroscopy): เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการวินิจฉัยรอยโรคในลำไส้เล็ก ซึ่งการส่องกล้องแบบปกติเข้าถึงได้ยาก โดยผู้ป่วยจะกลืนแคปซูลที่มีกล้องวิดีโอขนาดเล็กเพื่อส่งภาพภายในลำไส้เล็ก
- CT Angiography: การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดแบบหลายระยะ (Multiphase CT angiography) มีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัย โดยเฉพาะเมื่อมีการเลือดออกอย่างรุนแรง
- Double-balloon Enteroscopy: ใช้สำหรับวินิจฉัยและรักษา Angiodysplasia ในลำไส้เล็ก โดยใช้กล้องส่องที่มีบอลลูนช่วยในการเคลื่อนที่ผ่านลำไส้
- การฉีดสีหลอดเลือด (Selective Angiography): ใช้ในกรณีที่การส่องกล้องไม่พบรอยโรคแต่มีความสงสัยทางคลินิกสูง ซึ่งวิธีนี้สามารถทำการรักษาไปพร้อมกันได้
- การตรวจสแกนด้วยสารรังสี (Scintigraphy): ใช้เม็ดเลือดแดงที่ติดฉลากสารรังสีเพื่อระบุตำแหน่งเลือดออก ซึ่งจะได้ผลดีเมื่อมีการเลือดออกอย่างต่อเนื่องและในปริมาณมาก
การรักษา
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งของรอยโรค:
การรักษาเบื้องต้นและการรักษาเฉพาะจุด
- การให้เลือด (Blood Transfusion): หากมีภาวะโลหิตจางรุนแรง จำเป็นต้องได้รับเลือดก่อนเริ่มการรักษาอื่น
- การรักษาผ่านการส่องกล้อง: การใช้ความร้อนจี้ (Cautery) หรือการใช้ก๊าซอาร์กอนพลาสม่า (Argon Plasma Coagulation - APC) เพื่อหยุดเลือด
- การอุดหลอดเลือด (Embolization): การฉีดอนุภาคขนาดเล็กเพื่ออุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงรอยโรคผ่านการฉีดสีหลอดเลือด ซึ่งเป็นวิธีที่ลดการผ่าตัด
- การผ่าตัด (Surgery): การตัดลำไส้ส่วนที่มีรอยโรคออก จะทำในกรณีที่วิธีอื่นไม่ได้ผล แต่หากรอยโรคกระจายตัวเป็นวงกว้าง การผ่าตัดอาจไม่เหมาะสม
การรักษาด้วยยา (Systemic Therapy)
ในกรณีที่มีรอยโรคหลายจุดหรืออยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงยาก อาจใช้ยาเพื่อช่วยในการแข็งตัวของเลือด เช่น:
- ยาต้านการละลายลิ่มเลือด (Antifibrinolytics): เช่น Tranexamic acid หรือ Aminocaproic acid
- ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogens): ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่ายขึ้น แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น การเปลี่ยนแปลงของเสียงและหน้าอกในผู้ชาย หรือความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (HRT) ในผู้หญิง
- ยาอื่น ๆ: ในรายที่รักษายาก อาจมีการใช้ Octreotide หรือ Thalidomide ตามรายงานทางการแพทย์
คำถามที่พบบ่อย
Angiodysplasia คืออะไร?
คือความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็กในทางเดินอาหารที่มีลักษณะเป็นกลุ่มหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งมักนำไปสู่การเลือดออกในทางเดินอาหารและภาวะโลหิตจาง
ทำไมผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจตีบถึงมีความเสี่ยงเลือดออกมากขึ้น?
เนื่องจากภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบทำให้เกิดแรงเฉือนสูงในกระแสเลือด ส่งผลให้ von Willebrand factor (vWF) ซึ่งเป็นโปรตีนช่วยการแข็งตัวของเลือดถูกย่อยสลาย ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น (เรียกว่ากลุ่มอาการ Heyde)
จะทราบได้อย่างไรว่ามีภาวะ Angiodysplasia?
การวินิจฉัยมักเริ่มจากการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ และใช้การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Endoscopy) หรือการส่องกล้องแบบแคปซูล (Pill Enteroscopy) ในกรณีที่รอยโรคอยู่ในลำไส้เล็ก
การรักษา Angiodysplasia ทำได้อย่างไร?
การรักษามีตั้งแต่การใช้ความร้อนจี้ผ่านการส่องกล้อง (APC), การอุดหลอดเลือด (Embolization), การใช้ยาต้านการละลายลิ่มเลือด ไปจนถึงการผ่าตัดตัดลำไส้ในกรณีที่รุนแรงและไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น