การตัดรอยโรคทางเดินอาหารผ่านกล้อง (EMR) วิธีการและประสิทธิภาพ
สรุปใจความสำคัญ
- EMR เป็นเทคนิคการตัดรอยโรคในทางเดินอาหารโดยการฉีดน้ำเกลือเข้าชั้นใต้เยื่อบุผิวเพื่อยกตัวรอยโรคก่อนตัดออก
- ในหลอดอาหาร EMR ใช้ได้ผลดีกับมะเร็งระยะเริ่มต้นที่จำกัดอยู่ในชั้นเยื่อบุผิวและมีขนาดตามเกณฑ์ที่กำหนด
- สำหรับลำไส้ใหญ่ EMR มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่และมะเร็งระยะ T1a โดยมีความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการผ่าตัดใหญ่
การตัดรอยโรคทางเดินอาหารผ่านกล้อง (Endoscopic Mucosal Resection หรือ EMR) เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ใช้เพื่อกำจัดรอยโรคที่เป็นมะเร็งหรือรอยโรคที่ผิดปกติซึ่งพบในทางเดินอาหาร โดยเป็นวิธีการทำ mucosectomy ที่มีการฉีดน้ำเกลือเข้าสู่ชั้นใต้เยื่อบุผิว (submucosal saline injection) เพื่อแยกชั้นเนื้อเยื่อ ซึ่งเทคนิคนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกในปี ค.ศ. 1973 โดย Deyhle
การทำ EMR สำหรับหลอดอาหาร
การทำ EMR ได้รับการสนับสนุนให้ใช้สำหรับมะเร็งหลอดอาหารระยะเริ่มต้น (ซึ่งเป็นมะเร็งที่อยู่เพียงชั้นตื้นและจำกัดอยู่แค่ในชั้นเยื่อบุผิว) โดยพบว่าเป็นวิธีการรักษาที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และรุกรานน้อยกว่าการผ่าตัดสำหรับมะเร็งชนิด squamous cell carcinoma ระยะเริ่มต้น รวมถึงมะเร็งชนิด adenocarcinoma ที่เกิดขึ้นใน Barrett’s esophagus
ข้อบ่งชี้และเกณฑ์การพิจารณา
เทคนิคนี้สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยที่มีลักษณะดังนี้:
- ไม่มีหลักฐานของการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะที่ห่างไกล
- เนื้องอกชนิด differentiated ที่มีลักษณะนูนเล็กน้อยและมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 เซนติเมตร
- เนื้องอกชนิด differentiated ที่มีลักษณะเป็นแผล (ulcerated) และมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 1 เซนติเมตร
วิธีการทำ EMR ในหลอดอาหาร
วิธีการที่นิยมใช้มีหลายรูปแบบ ดังนี้:
- Strip Biopsy: ใช้กล้องส่องตรวจแบบ double-channel พร้อมคีมคีบและบ่วง (snare) โดยฉีดน้ำเกลือเข้าใต้รอยโรคเพื่อยกตัวขึ้น จากนั้นใช้คีมคีบเยื่อบุผิวรอบๆ และตัดออกด้วยกระแสไฟฟ้า
- Double-snare Polypectomy: เหมาะสำหรับรอยโรคที่มีลักษณะนูน โดยใช้บ่วงแรกยกตัวรอยโรคและใช้บ่วงที่สองรัดเพื่อตัดออก
- การฉีดน้ำเกลือเข้มข้นและเอพิเนฟริน: ฉีดน้ำเกลือเข้มข้นและ epinephrine (15–20 มล.) เพื่อให้บริเวณรอยโรคบวมขึ้น จากนั้นใช้มีดไฟฟ้าความถี่สูงตัดเยื่อบุผิวรอบนอก แล้วจึงใช้บ่วงรัดและตัดรอยโรคออก
- เทคนิค "Suck and Cut" (Band and Snare): ใช้ฝาครอบใส (clear cap) ดูดเยื่อบุผิวที่มีรอยโรคให้ขึ้นมาในฝาครอบ จากนั้นใช้บ่วงรัดและตัดออกด้วยกระแสไฟฟ้า
ภาวะแทรกซ้อนและการป้องกัน
ภาวะแทรกซ้อนหลัก ได้แก่ การตกเลือดหลังผ่าตัด, การทะลุ (perforation) และการตีบตัน (stricture) ซึ่งสามารถป้องกันและจัดการได้ดังนี้:
- การห้ามเลือด: ฉีด epinephrine เจือจาง 1:100,000 หรือใช้การจี้ไฟฟ้า/คลิปหนีบ
- การป้องกันการทะลุ: ฉีดน้ำเกลือให้เพียงพอเพื่อยกชั้นเยื่อบุผิว หากพบ "nonlifting sign" (เยื่อบุไม่ยกตัว) จะถือเป็นข้อห้ามในการทำหัตถการ
- การดูแลหลังผ่าตัด: ให้ยาลดกรดเพื่อป้องกันการตกเลือด
การทำ EMR สำหรับลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
EMR และการเลาะชั้นใต้เยื่อบุผิว (Submucosal Dissection - ESD) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่มีขนาดใหญ่และไม่ใช่เนื้อร้าย รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้น (stage T1a)
จากการศึกษาโดย Australian Consortium ในผู้ป่วย 1,000 ราย พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ (98.1%) ปราศจากโรคหลังจากติดตามผล 6 และ 18 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า EMR มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าและมีความปลอดภัยมากกว่าการผ่าตัดทางศัลยกรรมสำหรับติ่งเนื้อขนาดใหญ่ที่ไม่ลุกลาม
อย่างไรก็ตาม การทำ EMR จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญ โดยมีรายงานจาก Mayo Clinic Florida ว่าต้องทำหัตถการอย่างน้อย 100 ครั้งจึงจะเกิดความชำนาญ
คำถามที่พบบ่อย
การทำ EMR แตกต่างจากการผ่าตัดทั่วไปอย่างไร?
EMR เป็นการผ่าตัดผ่านกล้องส่องตรวจ (Endoscopic) ซึ่งมีความรุกรานน้อยกว่า ไม่ต้องเปิดแผลหน้าท้องหรือหน้าอก ลดระยะเวลาพักฟื้น และมีความปลอดภัยสูงสำหรับรอยโรคระยะเริ่มต้น
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการทำ EMR มีอะไรบ้าง?
ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ การตกเลือดหลังหัตถการ การทะลุของผนังทางเดินอาหาร และการเกิดพังผืดหรือการตีบตันของทางเดินอาหาร
ใครบ้างที่เหมาะสำหรับการรักษาด้วยวิธี EMR ในหลอดอาหาร?
ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งหลอดอาหารระยะเริ่มต้นที่ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง โดยเนื้องอกต้องเป็นชนิด differentiated และมีขนาดไม่เกิน 2 ซม. (กรณีรอยโรคนูน) หรือไม่เกิน 1 ซม. (กรณีเป็นแผล)