← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การใช้ยาปฏิชีวนะในปศุสัตว์ ผลกระทบและความเสี่ยงต่อสุขภาพ

สรุปใจความสำคัญ

  • ประมาณ 73% ของยาต้านจุลชีพทั่วโลกถูกใช้ในสัตว์ฟาร์ม
  • สหภาพยุโรปสั่งห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตตั้งแต่ปี 2006
  • การใช้ยาปฏิชีวนะในปริมาณต่ำ (Sub-therapeutic) ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหารและเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์

การใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงปศุสัตว์ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาเมื่อสัตว์ป่วย (Therapeutic), การรักษาแบบกลุ่มเมื่อพบสัตว์บางตัวติดเชื้อ (Metaphylaxis) และการรักษาเพื่อป้องกันโรค (Prophylaxis) ยาปฏิชีวนะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาโรคทั้งในคนและสัตว์ ช่วยดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์ รวมถึงสนับสนุนความปลอดภัยทางอาหาร อย่างไรก็ตาม หากใช้อย่างไม่รับผิดชอบ อาจนำไปสู่ปัญหา เชื้อดื้อยา (Antibiotic Resistance) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

การใช้ยาปฏิชีวนะในปศุสัตว์
การใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เพื่อการรักษาและป้องกันโรค

สถานการณ์การใช้ยาปฏิชีวนะทั่วโลก

ระดับการใช้ยาปฏิชีวนะมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ เช่น ในบางประเทศแถบยุโรปเหนือมีการใช้ยาในสัตว์น้อยมากเมื่อเทียบกับในมนุษย์ แต่ในภาพรวมทั่วโลก คาดการณ์ว่า 73% ของยาต้านจุลชีพ (ส่วนใหญ่เป็นยาปฏิชีวนะ) ถูกใช้ในสัตว์ฟาร์ม นอกจากนี้ การศึกษาในปี 2015 ระบุว่าการใช้ยาปฏิชีวนะในภาคเกษตรกรรมทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 67% ระหว่างปี 2010 ถึง 2030 โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ BRIC ที่กำลังพัฒนา

ความกังวลเรื่องเชื้อดื้อยา

การเพิ่มขึ้นของการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเชื้อดื้อยาถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสวัสดิภาพของมนุษย์และสัตว์ในอนาคต การสะสมของยาปฏิชีวนะหรือแบคทีเรียดื้อยาในสิ่งแวดล้อมอาจเพิ่มจำนวนการติดเชื้อที่ดื้อต่อยา ซึ่งโรคจากแบคทีเรียเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต หากโลกนี้ขาดแคลนยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพ วิธีการรักษาทางการแพทย์ทั้งในมนุษย์และสัตวแพทย์จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

กฎระเบียบและการควบคุม

ปัจจุบันมีการนำกฎหมายและมาตรการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ฟาร์มมาใช้ทั่วโลก โดยในปี 2017 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เสนอแนะอย่างจริงจังให้ลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร

  • สหภาพยุโรป: สั่งห้ามการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตตั้งแต่ปี 2006
  • สหรัฐอเมริกา: การใช้ยาปฏิชีวนะในปริมาณต่ำกว่าระดับการรักษา (Sub-therapeutic doses) ในอาหารและน้ำเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหาร กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2017 โดยการกำกับดูแลของ FDA

ประวัติศาสตร์การใช้ยาปฏิชีวนะในอาหาร

ยาปฏิชีวนะเริ่มมีบทบาทสำคัญในเกษตรกรรมตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 โดยถูกนำมาใช้เพื่อรักษาและป้องกันโรค เพิ่มการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และถนอมอาหาร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ยาปฏิชีวนะเริ่มถูกนำมาใช้ในฟาร์ม เช่น การใช้เพนิซิลลินรักษาโรคเต้านมอักเสบในวัว

ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 มีการค้นพบว่าการเสริมวิตามิน B12 ที่ผลิตจากการหมัก Streptomyces aureofaciens (ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะสำหรับมนุษย์) ช่วยให้ลูกไก่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและใช้ปริมาณอาหารน้อยลงเพื่อให้น้ำหนักถึงเกณฑ์ตลาด การค้นพบนี้ทำให้ยาปฏิชีวนะในปริมาณต่ำถูกนำมาผสมในอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มการผลิตโปรตีนจากสัตว์ราคาถูก เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสงคราม ซึ่งสอดคล้องกับการขยายขนาดของฟาร์มและการเลี้ยงสัตว์ในระบบกักขัง ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคกลายเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในการจัดการโรคที่อาจเกิดขึ้น

การส่งเสริมการเจริญเติบโต (Growth Stimulation)

ในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 1910 เกิดการขาดแคลนเนื้อสัตว์จนนำไปสู่การประท้วง รัฐบาลจึงวิจัยเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร การผลิตปศุสัตว์ในสหรัฐฯ จึงเน้นการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น และการค้นพบในทศวรรษ 1940 ว่ายาปฏิชีวนะระดับต่ำช่วยเร่งการเจริญเติบโตได้ ทำให้บริษัท American Cyanamid เผยแพร่งานวิจัยที่ส่งเสริมแนวปฏิบัตินี้ จนกลายเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรม

คำถามที่พบบ่อย

การใช้ยาปฏิชีวนะในปศุสัตว์มีกี่ประเภท?

มี 3 ประเภทหลัก คือ การรักษาเมื่อป่วย (Therapeutic), การรักษาแบบกลุ่มเมื่อพบการติดเชื้อ (Metaphylaxis) และการรักษาเพื่อป้องกันโรค (Prophylaxis)

ทำไมการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตจึงเป็นอันตราย?

เพราะการใช้ยาในปริมาณต่ำอย่างต่อเนื่องอาจนำไปสู่การพัฒนาของเชื้อดื้อยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการรักษาโรคในทั้งคนและสัตว์

องค์การอนามัยโลก (WHO) มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้?

WHO เสนอแนะให้ลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างจริงจังเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดเชื้อดื้อยาในระดับโลก