← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ART) วิธีการและขั้นตอนการรักษาภาวะมีบุตรยาก

สรุปใจความสำคัญ

  • ART ครอบคลุมถึงวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก เช่น IVF, ICSI และการแช่แข็งตัวอ่อน
  • การทำ IVF และ ICSI ต้องมีการจัดการทั้งไข่และอสุจิในห้องปฏิบัติการ
  • PGD เป็นการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัวในมดลูกเพื่อลดความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรม

เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หรือ ART เป็นกลุ่มของวิธีการทางการแพทย์ที่ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะมีบุตรยาก โดยครอบคลุมตั้งแต่การใช้ยาให้กำเนิดบุตร และการทำ IVF และ ICSI ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน

เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ภาพรวมของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

วิธีการและขั้นตอนการรักษา

โดยทั่วไปแล้ว ART จะเป็นการข้ามขั้นตอนการมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ และให้เกิดการปฏิสนธิของไข่และอสุจิในสภาพแวดล้อมของห้องปฏิบัติการ (In Vitro Fertilization)

1. การกระตุ้นการตกไข่ (Ovulation Induction)

การกระตุ้นการตกไข่คือการใช้ยาเพื่อกระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่หลายใบในรอบเดียว เพื่อแก้ไขปัญหาการไม่ตกไข่หรือการตกไข่ผิดปกติ โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • การใช้ยา: ให้ยาผ่านการฉีดเป็นเวลา 8 ถึง 14 วัน
  • การติดตามผล: แพทย์จะใช้การอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดและตรวจเลือดเพื่อติดตามการเติบโตของถุงไข่ (Follicles) และระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • การฉีดฮอร์โมน hCG: เมื่อไข่มีขนาดเหมาะสมและสุกเต็มที่ จะมีการฉีดฮอร์โมน hCG เพื่อให้เกิดการตกไข่ โดยการเก็บไข่จะทำภายใน 36 ชั่วโมงก่อนการตกไข่

2. การปฏิสนธิในหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization - IVF)

IVF คือเทคนิคที่ให้เกิดการปฏิสนธิระหว่างอสุจิและไข่ภายนอกร่างกายของผู้หญิง โดยมีเทคนิคที่ใช้บ่อย ได้แก่:

  • การเก็บไข่ (Ovum Retrieval - OVR): การใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านทางช่องคลอดโดยใช้การนำทางด้วยอัลตราซาวด์เพื่อดูดไข่จากถุงไข่ในรังไข่
  • การย้ายตัวอ่อน (Embryo Transfer): การนำตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิแล้วย้ายกลับเข้าสู่มดลูกเพื่อสร้างการตั้งครรภ์

เทคนิคขั้นสูงใน IVF

บางกรณีอาจมีการใช้เทคนิคเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ:

  • ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection): การฉีดอสุจิหนึ่งตัวเข้าสู่ศูนย์กลางของไข่โดยตรง เหมาะสำหรับผู้ชายที่มีจำนวนอสุจิน้อยมากหรือเคยล้มเหลวจากการทำ IVF แบบปกติ
  • การเจาะผนังตัวอ่อน (Assisted Zona Hatching - AZH): การทำให้เกิดรูเล็กๆ ที่ผนังหุ้มตัวอ่อนเพื่อให้ตัวอ่อนฟักตัวและฝังตัวในมดลูกได้ง่ายขึ้น
  • การตรวจคัดกรองตัวอ่อน (Preimplantation Genetic Diagnosis - PGD): การใช้กลไกการคัดกรองทางพันธุกรรมเพื่อระบุตัวอ่อนที่ผิดปกติทางพันธุกรรม และเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุดเพื่อย้ายกลับเข้าสู่มดลูก
  • การบริจาคไข่และอสุจิ: ในกรณีที่ฝ่ายหญิงไม่มีไข่หรือคุณภาพไข่ต่ำ หรือฝ่ายชายไม่มีอสุจิ สามารถใช้ไข่หรืออสุจิจากผู้บริจาคได้

คำถามที่พบบ่อย

IVF และ ICSI แตกต่างกันอย่างไร?

IVF คือการนำไข่และอสุจิมาผสมกันในจานเพาะเชื้อเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ ในขณะที่ ICSI คือการฉีดอสุจิหนึ่งตัวเข้าไปในไข่โดยตรงโดยใช้ไมโครนีเดิล ซึ่งเหมาะสำหรับกรณีที่อสุจิมีปัญหาด้านคุณภาพหรือจำนวน

การกระตุ้นไข่จำเป็นต้องทำทุกครั้งหรือไม่?

ใช่ โดยส่วนใหญ่การทำ ART จะต้องมีการกระตุ้นไข่เพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะให้โอกาสในการเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุดในการย้ายกลับเข้าสู่มดลูก

PGD คืออะไรและทำไมถึงสำคัญ?

PGD คือการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว ช่วยให้แพทย์สามารถเลือกตัวอ่อนที่ไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม เพื่อให้การตั้งครรภ์มีคุณภาพและสุขภาพดี