ภาวะออโซโทรฟี การขาดความสามารถในการสังเคราะห์สารอาหารจำเป็น
สรุปใจความสำคัญ
- ภาวะออโซโทรฟีคือการที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถสังเคราะห์สารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตได้เอง
- ออโซโทรฟ์เป็นขั้วตรงข้ามของโปรโตโทรฟ์ ซึ่งสามารถสังเคราะห์สารอาหารจำเป็นได้ครบถ้วน
- การทดสอบเอมส์ (Ames Test) ใช้แบคทีเรียออโซโทรฟ์เพื่อตรวจหาว่าสารเคมีใดเป็นสารก่อกลายพันธุ์
- มนุษย์มีภาวะออโซโทรฟีต่อสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินและกรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งต้องได้รับจากอาหาร
ภาวะออโซโทรฟี (Auxotrophy) มาจากภาษากรีกโบราณ αὐξάνω (เพิ่มขึ้น) และ τροφή (อาหาร) หมายถึง สภาวะที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์บางชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตได้ด้วยตนเอง ตามคำจำกัดความของ IUPAC สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะนี้เรียกว่า ออโซโทรฟ์ (Auxotroph) ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับ โปรโตโทรฟ์ (Prototroph) หรือภาวะโปรโตโทรฟี (Prototrophy) ซึ่งเป็นความสามารถในการสังเคราะห์สารประกอบทุกชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตได้เองอย่างครบถ้วน

กลไกและความแตกต่างทางชีวภาพ
เซลล์ที่เป็นโปรโตโทรฟ์จะมีความสามารถในการผลิตเมแทบอไลต์ (Metabolites) ที่จำเป็นทั้งหมด เช่น กรดอะมิโน ลิพิด และโคแฟกเตอร์ ได้ด้วยตนเอง ในขณะที่ออโซโทรฟ์จำเป็นต้องอาศัยอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีสารเมแทบอไลต์ชนิดที่ตนเองไม่สามารถผลิตได้ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและเจริญเติบโตต่อไปได้
ตัวอย่างเช่น เซลล์ที่มีภาวะออโซโทรฟีต่อเมไทโอนีน (Methionine auxotrophic cell) จะสามารถเจริญเติบโตได้เฉพาะในอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีเมไทโอนีนผสมอยู่เท่านั้น หากขาดสารนี้เซลล์จะหยุดการเจริญเติบโตและตายในที่สุด ในทางกลับกัน เซลล์ที่เป็นโปรโตโทรฟ์ต่อเมไทโอนีนจะสามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในอาหารที่มีหรือไม่มีเมไทโอนีนก็ตาม
เทคนิคการเพาะเลี้ยงแบบจำลอง (Replica Plating)
การเพาะเลี้ยงแบบจำลองเป็นเทคนิคที่ใช้ในการถ่ายโอนโคโลนีของจุลินทรีย์จากจานเพาะเชื้อหนึ่งไปยังอีกจานหนึ่งในตำแหน่งเดิม เพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตบนอาหารเลี้ยงเชื้อที่แตกต่างกัน วิธีนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ระบุได้ว่าโคโลนีของแบคทีเรียชนิดใดมีลักษณะเป็นออโซโทรฟ์ต่อสารอาหารชนิดใด
เทคนิคที่พัฒนาโดย Joshua Lederberg และ Esther Lederberg พบว่าออโซโทรฟ์บางชนิดมีความไวต่ออุณหภูมิ (Temperature-sensitive) ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการสังเคราะห์สารอาหารจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตหนึ่งชนิดอาจมีภาวะออโซโทรฟีต่อสารประกอบอินทรีย์หลายชนิดพร้อมกันได้
การประยุกต์ใช้ในทางวิทยาศาสตร์
ด้านพันธุศาสตร์และชีวเคมี

ในทางพันธุศาสตร์ สายพันธุ์ที่ถูกเรียกว่าออโซโทรฟ์มักเกิดจากการกลายพันธุ์ (Mutation) ที่ทำให้ยีนซึ่งควบคุมการสังเคราะห์สารจำเป็นบางอย่างไม่ทำงาน ตัวอย่างเช่น ยีสต์ที่มียีนในเส้นทางการสังเคราะห์ยูราซิล (Uracil synthesis pathway) บกพร่อง จะกลายเป็นยูราซิลออโซโทรฟ์ ซึ่งจะเจริญเติบโตได้ก็ต่อเมื่อได้รับยูราซิลจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเท่านั้น
เครื่องหมายทางพันธุกรรมแบบออโซโทรฟี (Auxotrophic genetic markers) ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในชีววิทยาโมเลกุล โดยเฉพาะในงานวิจัยของ Beadle และ Tatum ซึ่งนำไปสู่สมมติฐาน "หนึ่งยีน หนึ่งเอนไซม์" (One gene-one enzyme hypothesis) ซึ่งเชื่อมโยงการกลายพันธุ์ของยีนเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน และช่วยในการสร้างแผนผังเส้นทางการสังเคราะห์ทางชีวเคมี
นอกจากนี้ นักวิจัยยังใช้สายพันธุ์ E. coli ที่เป็นออโซโทรฟ์ต่อกรดอะมิโนบางชนิด เพื่อนำเข้ากรดอะมิโนสังเคราะห์ (Non-natural amino acid analogues) เข้าสู่โปรตีน เช่น การใช้พารา-อะซิโดฟีนิลอะลานีน (para-azido phenylalanine) ในเซลล์ที่ขาดความสามารถในการสังเคราะห์ฟีนิลอะลานีน
ภาวะออโซโทรฟีในสิ่งมีชีวิตชั้นสูงและมนุษย์

สิ่งมีชีวิตหลายชนิด รวมถึงมนุษย์ มีภาวะออโซโทรฟีต่อสารประกอบหลายกลุ่ม ซึ่งทำให้เราต้องได้รับสารเหล่านี้ผ่านการรับประทานอาหาร สารเหล่านี้เรียกว่า สารอาหารจำเป็น (Essential nutrients) เช่น วิตามิน กรดอะมิโนจำเป็น (Essential amino acids) และกรดไขมันจำเป็น (Essential fatty acids)
การทดสอบความเป็นพิษและสารก่อกลายพันธุ์ (Ames Test)

การทดสอบเอมส์ (Ames test) เป็นวิธีการทางชีววิทยาที่ใช้ตรวจหาว่าสารเคมีชนิดใดสามารถก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ใน DNA ได้ โดยใช้สายพันธุ์ของแบคทีเรีย Salmonella typhimurium ที่เป็นออโซโทรฟ์ต่อฮิสทิดีน (Histidine auxotrophs)
หลักการคือการนำแบคทีเรียออโซโทรฟ์เหล่านี้ไปสัมผัสกับสารเคมีที่ต้องการทดสอบบนจานเพาะเชื้อที่มีฮิสทิดีน จากนั้นย้ายไปยังจานเพาะเชื้อที่ไม่มีฮิสทิดีน หากสารเคมีนั้นมีคุณสมบัติก่อกลายพันธุ์ (Mutagenic) มันจะทำให้แบคทีเรียบางส่วนเกิดการกลายพันธุ์กลับ (Reversion) จากภาวะออโซโทรฟ์กลับไปเป็นโปรโตโทรฟ์ ทำให้แบคทีเรียเหล่านั้นสามารถเจริญเติบโตได้บนอาหารที่ไม่มีฮิสทิดีน
การเปรียบเทียบจำนวนโคโลนีที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ระบุได้ว่าสารนั้นมีโอกาสก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ใน DNA ของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ รวมถึงมนุษย์หรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
ภาวะออโซโทรฟีแตกต่างจากภาวะโปรโตโทรฟีอย่างไร?
ภาวะออโซโทรฟีคือสภาวะที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถสังเคราะห์สารอาหารจำเป็นบางชนิดได้เอง ต้องอาศัยสารนั้นจากภายนอกเพื่อการเจริญเติบโต ในขณะที่ภาวะโปรโตโทรฟีคือความสามารถในการสังเคราะห์สารอาหารจำเป็นทั้งหมดได้ด้วยตนเอง
การทดสอบเอมส์ (Ames Test) ทำงานอย่างไร?
การทดสอบเอมส์ใช้แบคทีเรียที่ขาดความสามารถในการสังเคราะห์ฮิสทิดีน (ออโซโทรฟ์) โดยดูว่าสารเคมีที่ทดสอบสามารถทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์กลับไปเป็นโปรโตโทรฟ์ (สังเคราะห์ฮิสทิดีนได้เอง) และเจริญเติบโตบนอาหารที่ไม่มีฮิสทิดีนได้หรือไม่
มนุษย์เป็นออโซโทรฟ์หรือไม่?
ใช่ ในแง่ของชีวเคมี มนุษย์มีภาวะออโซโทรฟีต่อสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินและกรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้และต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น
เทคนิค Replica Plating คืออะไร?
การเพาะเลี้ยงแบบจำลอง (Replica Plating) คือการถ่ายโอนโคโลนีของแบคทีเรียจากจานเพาะเชื้อหนึ่งไปยังอีกจานหนึ่งในตำแหน่งเดิม เพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตบนอาหารที่แตกต่างกัน เพื่อระบุสายพันธุ์ที่เป็นออโซโทรฟ์
ภาวะออโซโทรฟีเกิดจากอะไร?
ในทางพันธุศาสตร์ ภาวะนี้มักเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมเส้นทางการสังเคราะห์ทางชีวเคมี ทำให้เอนไซม์ที่จำเป็นในกระบวนการสังเคราะห์สารนั้นๆ ไม่ทำงานหรือทำงานผิดปกติ