← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การสำรวจทางพฤกษศาสตร์ การเดินทางเพื่อค้นพบพรรณไม้โลก

สรุปใจความสำคัญ

  • การสำรวจทางพฤกษศาสตร์มักถูกเรียกว่า 'การล่าพรรณไม้' (Plant hunting)
  • ตู้ Wardian case ที่พัฒนาขึ้นในปี 1829 ปฏิวัติการขนส่งพืชมีชีวิตให้มีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น
  • การสำรวจในยุคเรเนสซองส์นำไปสู่การจัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์และวิชาพฤกษศาสตร์ในมหาวิทยาลัย

การสำรวจทางพฤกษศาสตร์ หรือที่มักเรียกกันว่า "การล่าพรรณไม้" (Plant hunting) คือการเดินทางทางวิทยาศาสตร์ที่มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจพรรณไม้ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง โดยอาจเป็นการสำรวจที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ หรือเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจทางธรรมชาติและภูมิศาสตร์ในวงกว้าง

ภาพวาดของ Lewis และ Clark ขณะนำทางในแม่น้ำโคลัมเบียตอนล่างด้วยเรือแคนูในปี 1905
ภาพวาดของ Lewis และ Clark ขณะนำทางในแม่น้ำโคลัมเบียตอนล่างด้วยเรือแคนูในปี 1905

รายละเอียดของการสำรวจ

ในการสำรวจทางพฤกษศาสตร์ นักพฤกษศาสตร์หรือนักธรรมชาติวิทยาจะเป็นผู้รับผิดชอบในการระบุชนิดพืช การบรรยายลักษณะ และการเก็บตัวอย่างพรรณไม้ โดยใช้เครื่องมือ เช่น เครื่องอัดพืช (plant press) หรือ ตู้ Wardian (Wardian case) เพื่อนำตัวอย่างพืชกลับมาศึกษา

ในบางกรณี พืชที่เก็บรวบรวมได้อาจถูกเก็บโดยผู้ปฏิบัติงานในภาคสนาม แต่จะถูกนำมาบรรยายลักษณะและตั้งชื่อโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ณ สวนพฤกษศาสตร์หรือมหาวิทยาลัย ตัวอย่างเช่น พรรณไม้ที่เก็บรวบรวมได้จากการสำรวจของ Lewis และ Clark ถูกบรรยายและตั้งชื่อโดย Frederick Traugott Pursh

แรงจูงใจในการสำรวจ

  • การค้นพบทางวิทยาศาสตร์: เพื่อขยายความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของโลก
  • แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ: เพื่อค้นหาทรัพยากรที่มีค่าหรือเพื่อการค้าไม้ดอกไม้ประดับ (เช่น ธุรกิจของ Veitch ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19)
  • ความสำคัญทางเศรษฐกิจ: การระบุพืชที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ประวัติศาสตร์การสำรวจพรรณไม้

การเก็บรวบรวมพืชอย่างเป็นระบบเริ่มต้นขึ้นในช่วงยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) แม้ว่าจะมีบันทึกการเก็บพืชตั้งแต่สมัยฟาโรห์เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งมีการวาดภาพพืชและต้นไม้ที่พบในการรบต่างแดน รวมถึงราชินีฮัตเชปซุต (Hatsheput) ที่ส่งคณะสำรวจไปนำกำยานจากดินแดน Punt (ปัจจุบันคือโซมาเลีย)

ต่อมา อเล็กซานเดอร์มหาราชได้นำพรรณไม้กลับมาจากการสำรวจ ซึ่งช่วยเพิ่มพูนความรู้ทางพฤกษศาสตร์ในยุคนั้น และเป็นการสร้างเส้นทางสายไหมระหว่างตะวันออกไกลและยุโรป

ในช่วงยุคเรเนสซองส์ ความเข้าใจเรื่องพืชเปลี่ยนไปจากการศึกษาตำราโบราณของอริสโตเติลและธีโอฟราสตุส นำไปสู่การจัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์ (เช่น ในเมืองปิซาและปาดัวในช่วงทศวรรษ 1540 และโบโลญญาในปี 1568) และการตีพิมพ์หนังสือสมุนไพร (herbals) เพื่อบรรยายลักษณะพืช

ความท้าทายและข้อวิพากษ์วิจารณ์

ในอดีต การขนส่งพรรณไม้มีชีวิตมีความเสี่ยงสูงมาก โดยในปี 1819 มีการประมาณการว่าพืชมีโอกาสรอดชีวิตเพียง 1 ใน 1,000 ต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขด้วยการพัฒนา ตู้ Wardian (Wardian case) ในปี 1829 ซึ่งช่วยให้การขนส่งพืชมีชีวิตข้ามมหาสมุทรเป็นไปได้มากขึ้น

การล่าพรรณไม้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของมุมมองที่ยึดเอาตะวันตกเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) และประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับลัทธิอาณานิคม ซึ่งบางครั้งถูกมองว่าเป็นการโจรกรรมทางชีวภาพ การวิพากษ์วิจารณ์นี้นำไปสู่การสร้าง อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) และ อนุสัญญา CITES เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศต้นทางของพรรณไม้จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อย

การสำรวจทางพฤกษศาสตร์แตกต่างจากการเก็บพืชทั่วไปอย่างไร?

การสำรวจทางพฤกษศาสตร์เป็นการเดินทางทางวิทยาศาสตร์ที่มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจ ระบุชนิด บรรยายลักษณะ และเก็บตัวอย่างพรรณไม้ในภูมิภาคหนึ่งๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อการศึกษาหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ตู้ Wardian case คืออะไร?

ตู้ Wardian case คือตู้กระจกขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องพืชขณะขนส่งทางเรือ ทำให้พืชสามารถรอดชีวิตจากการเดินทางไกลข้ามมหาสมุทรได้

ทำไมการล่าพรรณไม้ในอดีตถึงถูกวิพากษ์วิจารณ์?

เพราะในอดีตการสำรวจมักเกิดขึ้นภายใต้ลัทธิอาณานิคม โดยที่ประเทศตะวันตกนำพรรณไม้ที่มีค่าออกไปโดยที่ประเทศต้นทางไม่ได้รับผลประโยชน์ หรือถูกมองว่าเป็นการโจรกรรมทางชีวภาพ