ประเพณี Botides การทุบหม้อดินเผาแห่งเกาะคอร์ฟู
สรุปใจความสำคัญ
- ประเพณี Botides คือการโยนหม้อดินเผาบรรจุน้ำลงมาจากระเบียงบ้านในเมืองคอร์ฟู ประเทศกรีซ
- เกิดขึ้นในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Saturday) ช่วงเวลา 11.00 น. ในขณะที่การสวดมนต์การฟื้นคืนชีพครั้งแรกเริ่มขึ้น
ประเพณี Botides (ภาษากรีก: μπότηδες) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "การทุบหม้อ" (Smashing of the Pots) เป็นเหตุการณ์สำคัญและพิเศษในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ของเมืองคอร์ฟู ประเทศกรีซ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Saturday) ระหว่างการประกาศการฟื้นคืนชีพครั้งแรก (First Resurrection)
ขั้นตอนการเฉลิมฉลอง
เมื่อถึงเวลา 11.00 น. หลังจากเสร็จสิ้นขบวนแห่ของนักบุญสไพริดอน (Saint Spyridon) และ Epitaph การสวดมนต์ Vespers of the Resurrection จะเริ่มขึ้นที่โบสถ์ Holy Metropolitan Church เมื่อมีสัญญาณการฟื้นคืนชีพครั้งแรก ระฆังจากโบสถ์ทุกแห่งในเมืองและบนเกาะจะดังขึ้นอย่างร่าเริง
จุดเริ่มต้นของการทุบหม้อจะเริ่มขึ้นในขณะที่พระสังฆราช (Metropolitan) สวดมนต์บท "Arise, O God, judge the earth, for you shall inherit all nations" ในขณะเดียวกัน ชาวเมืองคอร์ฟูจะโยนหม้อดินเผาที่บรรจุน้ำเต็มเปี่ยมจากระเบียงบ้านและหน้าต่างลงสู่ถนน โดยเฉพาะในบริเวณ Liston และย่านเมืองเก่า (Old Town)
ลักษณะของหม้อ Botides
หม้อ Botides เป็นหม้อดินเผา (เหยือก) ที่บรรจุน้ำเต็ม และมีปากแคบ สองหูหิ้วด้านข้าง และผูกด้วยริบบิ้นสีแดง ซึ่งสีแดงถือเป็นสัญลักษณ์ของเกาะคอร์ฟู ขนาดของหม้อมีความหลากหลาย โดยบางใบมีขนาดใหญ่มาก หน้าต่างบ้านเรือนจะถูกตกแต่งด้วยผ้าสีแดงเพื่อต้อนรับเทศกาลนี้
ที่มาและทฤษฎีความเชื่อ
ประเพณีนี้เฉลิมฉลองเฉพาะในเกาะคอร์ฟูเท่านั้น และมีรากฐานมาจากยุคที่เกาะคอร์ฟูถูกครอบครองโดยชาวเวนิส (Venetian) โดยมีการอ้างอิงถึงประเพณีนี้อย่างน้อยตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในสมัยนั้น ชาวเวนิสซึ่งเป็นคาทอลิกจะทุบหม้อเก่าๆ ในวันปีใหม่เพื่อเป็น "เครื่องบรรณาการ" ให้กับปีใหม่ เพื่อนำสิ่งของใหม่ๆ เข้ามาสู่ครัวเรือน
มีหลายทฤษฎีที่อธิบายถึงการเปลี่ยนมาเป็นประเพณีอีสเตอร์:
- ทฤษฎีการปรับตัว: ชาวคอร์ฟูที่เป็นออร์โธดอกซ์ได้นำประเพณีนี้มาปรับใช้และย้ายเวลามาเป็นช่วงอีสเตอร์ ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวเวนิสอนุญาตให้พวกเขาเฉลิมฉลองการฟื้นคืนชีพได้เพียงตอนเที่ยงวัน
- ทฤษฎีทางศาสนา: เสียงดังจากการทุบหม้อเปรียบเสมือนการจำลองเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในขณะที่พระเยซูคริสต์ฟื้นคืนชีพตามความเชื่อในพระวรสาร และเสียงดังนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะของชีวิตเหนือความตาย
- ทฤษฎีความอุดมสมบูรณ์: เชื่อว่ามาจากพิธีกรรมโบราณของกรีกเพื่อความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ของธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิ โดยการทิ้งหม้อเก่าเพื่อให้หม้อใบใหม่เต็มไปด้วยผลไม้ชนิดใหม่ๆ
- ทฤษฎีการขับไล่สิ่งชั่วร้าย: ตามความเชื่อในยุคกลาง การทุบหม้อและเสียงดังที่เกิดขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายและโชคร้ายออกไป เพื่อแทนที่ด้วยสิ่งดีๆ ในปีใหม่
หลังจากเสร็จสิ้นการทุบหม้อ ชาวเมืองจะเก็บเศษดินเผาที่แตกกระจาย ซึ่งเชื่อกันว่าจะนำโชคลาภและความมั่งคั่งมาให้
กิจกรรมเสริมและประเพณี Mastela
ประเพณีนี้ยังมีการบรรเลงเพลงโดยวงดุริยางค์ท้องถิ่น (Philharmonic bands) เช่น Corfu Philharmonic Society, Philharmonic Society "Mantzaros" และ Philharmonic Union "Kapodistrias" ซึ่งจะบรรเลงเพลงมาร์ชที่ร่าเริง เช่น "Oi Grekoi" หรือ "Do not fear Greeks" ทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการทุบหม้อ
นอกจากนี้ ในย่าน Pinia (Koukounara) ยังมีการรื้อฟื้นประเพณี Mastela ซึ่งเป็นถังไม้บรรจุน้ำที่ตกแต่งด้วยริบบิ้นและใบเมอร์เทิล โดยผู้คนที่ผ่านไปมาจะโยนเหรียญลงในถังเพื่อขอพร เมื่อถึงเวลาการฟื้นคืนชีพครั้งแรก จะมีอาสาสมัครกระโดดลงไปในถังน้ำเพื่อเก็บเหรียญ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานและจัดโดยองค์กร O.K.E.
สรุป
ประเพณี Botides เป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนา รากฐานทางวัฒนธรรมจากยุคเวนิส และความเชื่อท้องถิ่นที่นำมาหลอมรวมกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเกาะคอร์ฟูที่แสดงถึงการเริ่มต้นใหม่และการเฉลิมฉลองชัยชนะของชีวิตเหนือความตาย
คำถามที่พบบ่อย
ประเพณี Botides มีที่มาอย่างไร?
มีรากฐานมาจากยุคที่เกาะคอร์ฟูถูกครอบครองโดยชาวเวนิส ซึ่งเดิมทีชาวเวนิสจะทุบหม้อเก่าในวันปีใหม่เพื่อนำสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ครัวเรือน
ทำไมต้องใช้หม้อดินเผาบรรจุน้ำและผูกริบบิ้นสีแดง?
หม้อดินเผาบรรจุน้ำเป็นส่วนสำคัญของประเพณี และริบบิ้นสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของเกาะคอร์ฟู
การเก็บเศษหม้อดินเผาหลังการทุบมีจุดประสงค์อะไร?
ชาวเมืองเชื่อว่าเศษดินเผาที่แตกกระจายหลังการทุบหม้อจะนำโชคลาภและความมั่งคั่งมาให้แก่ผู้ที่เก็บได้

