กองทัพสหราชอาณาจักร
สรุปใจความสำคัญ
- พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นจอมทัพ (Commander-in-Chief) ของกองทัพสหราชอาณาจักร
- ประกอบด้วย 3 เหล่าทัพหลัก คือ กองทัพเรือ (รวมนาวิกโยธิน), กองทัพบก และกองทัพอากาศ
- เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและสมาชิกผู้ก่อตั้ง NATO
- รัฐสภาต้องอนุมัติการคงอยู่ของกองทัพบกทุกๆ 5 ปี ตามกฎหมาย Bill of Rights 1689
กองทัพสหราชอาณาจักร (His Majesty's Armed Forces) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ British Armed Forces เป็นกองกำลังทหารรวมที่รับผิดชอบในการป้องกันสหราชอาณาจักร ดินแดนโพ้นทะเล และดินแดนในอาณัติของมงกุฎ นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมผลประโยชน์ของสหราชอาณาจักรในระดับสากล สนับสนุนความพยายามในการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

โครงสร้างและองค์ประกอบของกองทัพ
กองทัพสหราชอาณาจักรประกอบด้วยสามเหล่าทัพหลัก ซึ่งมีการดำเนินงานที่สอดประสานกันดังนี้:
- กองทัพเรืออังกฤษ (Royal Navy): กองทัพเรือที่สามารถปฏิบัติการได้ทั่วโลก (Blue-water navy) พร้อมด้วยกองเรือที่ทันสมัย และมี นาวิกโยธินหลวง (Royal Marines) ซึ่งเป็นหน่วยทหารราบเบาที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก
- กองทัพบกอังกฤษ (British Army): หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการทำสงครามทางบกและการปฏิบัติการภาคพื้นดิน
- กองทัพอากาศอังกฤษ (Royal Air Force): กองทัพอากาศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ประกอบด้วยฝูงบินที่หลากหลาย ทั้งเครื่องบินปีกตรึงและอากาศยานปีกหมุน
นอกจากกองกำลังประจำการแล้ว กองทัพยังมีกองกำลังสำรอง (Regular, Volunteer and Sponsored Reserves) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในยามปกติและยามฉุกเฉิน
การบังคับบัญชาและการบริหาร
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในฐานะประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพ (Commander-in-Chief) และทรงเป็นหัวหน้ากองทัพ โดยเจ้าหน้าที่และกำลังพลทั้งหมดต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระองค์
อย่างไรก็ตาม ตามธรรมเนียมทางรัฐธรรมนูญ อำนาจบริหารในการสั่งการกองทัพถูกมอบให้แก่ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยนายกรัฐมนตรี (ร่วมกับคณะรัฐมนตรี) จะเป็นผู้ตัดสินใจหลักในการใช้กำลังทหาร
ในด้านกฎหมาย รัฐสภาสหราชอาณาจักรต้องอนุมัติการคงอยู่ของกองทัพบกผ่านการผ่าน พระราชบัญญัติกองทัพ (Armed Forces Act) อย่างน้อยทุกๆ 5 ปี ตามที่กำหนดไว้ใน Bill of Rights 1689 โดยข้อกำหนดนี้ใช้เฉพาะกับ "กองทัพบกประจำการ" เท่านั้น ไม่รวมถึงกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และนาวิกโยธินหลวง
บทบาทระดับโลกและความร่วมมือทางยุทธศาสตร์
สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่มีอำนาจทางนิวเคลียร์ที่ได้รับการยอมรับ และเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งและผู้นำขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) รวมถึงเป็นภาคีในข้อตกลงความมั่นคง AUKUS และความตกลงป้องกันประเทศห้าฝ่าย (Five Power Defence Arrangements)

กองทัพสหราชอาณาจักรยังคงรักษาฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกซ้อมในหลายพื้นที่ทั่วโลก เช่น บาห์เรน, ไซปรัส, เยอรมนี, สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา โดยในปี 2024–25 กองทัพได้ให้การฝึกอบรมทางทหารแก่ประเทศต่างๆ ประมาณ 140 ประเทศ
ประวัติศาสตร์และการจัดองค์กร
หลังจากการรวมตัวของอังกฤษและสกอตแลนด์ผ่าน Acts of Union 1707 กองกำลังของทั้งสองประเทศได้ถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นกองทัพแห่งราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ ในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 กองกำลังต่างๆ ได้ถูกควบรวมเข้าเป็นกองทัพเรือและกองทัพบกเป็นหลัก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1918 เมื่อมีการแยกกองบริการทางอากาศของกองทัพเรือ (Royal Naval Air Service) และกองบินของกองทัพบก (Royal Flying Corps) ออกจากหน่วยงานเดิม และนำมารวมกันเพื่อก่อตั้ง กองทัพอากาศอังกฤษ (Royal Air Force) ซึ่งรับผิดชอบด้านการบินทางยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการทางอากาศทั้งหมดจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

คำถามที่พบบ่อย
ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการกองทัพสหราชอาณาจักรในทางปฏิบัติ?
แม้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงเป็นจอมทัพตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจบริหารในการสั่งการกองทัพเป็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
กองทัพอากาศอังกฤษก่อตั้งขึ้นเมื่อใด?
กองทัพอากาศอังกฤษ (Royal Air Force) ก่อตั้งขึ้นในปี 1918 โดยการรวมตัวกันของ Royal Naval Air Service และ Royal Flying Corps
สหราชอาณาจักรมีความร่วมมือทางทหารที่สำคัญกับประเทศใดบ้าง?
สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกหลักของ NATO และมีข้อตกลงความมั่นคงที่สำคัญ เช่น AUKUS และความตกลงป้องกันประเทศห้าฝ่าย (Five Power Defence Arrangements)

