← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สมาคมวิทยาศาสตร์อังกฤษ

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1831 เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และลดความเป็นชนชั้นนำในวงการวิชาการ
  • มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานหน่วยวัดทางไฟฟ้า ได้แก่ โอห์ม, โวลต์ และแอมแปร์
  • เป็นผู้ก่อตั้งหอดูดาวคิว (Kew Observatory) ก่อนจะส่งมอบให้ราชสมาคมในปี ค.ศ. 1871
  • จัดกิจกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ระดับชาติ เช่น เทศกาลวิทยาศาสตร์อังกฤษ และสัปดาห์วิทยาศาสตร์อังกฤษ

สมาคมวิทยาศาสตร์อังกฤษ (British Science Association หรือ BSA) เป็นองค์กรการกุศลและสมาคมวิชาการที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1831 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรและระดับสากล องค์กรนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและดึงดูดให้ผู้คนจากหลากหลายภูมิหลังเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สังคมสามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างกว้างขวาง

ประวัติการก่อตั้ง

สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1831 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสมาคม Gesellschaft Deutscher Naturforscher und Ärzte ของเยอรมนี การก่อตั้งเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามคาบสมุทร (Peninsula War) เพื่อยกระดับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในอังกฤษ โดยมี เรเวอเรนด์ วิลเลียม เวอร์นอน ฮาร์คอร์ต (Reverend William Vernon Harcourt) เป็นผู้ผลักดันหลัก ตามคำแนะนำของ เซอร์ เดวิด บรูสเตอร์ (Sir David Brewster) ซึ่งในขณะนั้นมีความเห็นว่าราชสมาคม (Royal Society) มีลักษณะที่อนุรักษนิยมและจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มชนชั้นนำมากเกินไป

สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งคนสำคัญอื่นๆ ได้แก่ ชาร์ลส์ แบบบิจ (Charles Babbage), วิลเลียม วีเวล (William Whewell) และ เจ. เอฟ. ดับเบิลยู. จอห์นสตัน (J. F. W. Johnston) โดยการประชุมครั้งแรกจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ยอร์กเชียร์ (Yorkshire Museum) ในเมืองยอร์ก เมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1831 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ประกอบด้วยบุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วน ทั้งนักบวช แพทย์ และขุนนาง

การดำเนินงานและโครงสร้างในยุคแรก

ในช่วงเริ่มต้น สมาคมฯ จัดการประชุมประจำปีโดยหมุนเวียนสถานที่ไปตามเมืองต่างๆ เช่น การประชุมครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1832 ที่เมืองออกซฟอร์ด ซึ่งมีการประกาศวัตถุประสงค์และกฎระเบียบของสมาคมอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นที่การรวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ การเผยแพร่ความรู้ และการส่งเสริมการอภิปรายระหว่างนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

โครงสร้างการทำงานในยุคแรกแบ่งออกเป็น 4 แผนกหลัก ได้แก่:

  • ฟิสิกส์: ครอบคลุมถึงคณิตศาสตร์และศิลปะเชิงกล
  • เคมี: ครอบคลุมถึงแร่ธาตุและศิลปะทางเคมี
  • ธรณีวิทยา: ครอบคลุมถึงภูมิศาสตร์
  • ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ: ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ

ต่อมามีการขยายแผนกเพิ่มเติมตามความก้าวหน้าของศาสตร์ต่างๆ เช่น การแยกภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยาออกมาเป็นแผนกเฉพาะในปี ค.ศ. 1851 และการเพิ่มแผนกมานุษยวิทยาในปี ค.ศ. 1869

ผลงานสำคัญและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

การกำหนดมาตรฐานทางไฟฟ้า

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของสมาคมฯ คือการร่วมกำหนดมาตรฐานหน่วยวัดทางไฟฟ้าที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน ได้แก่ โอห์ม (ohm) สำหรับความต้านทานไฟฟ้า, โวลต์ (volt) สำหรับศักย์ไฟฟ้า และ แอมแปร์ (ampere) สำหรับกระแสไฟฟ้า ซึ่งความจำเป็นนี้เกิดขึ้นจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมโทรเลขใต้น้ำ โดยได้รับคำแนะนำจาก วิลเลียม ทอมสัน (William Thomson) และใช้เครื่องมือ Mirror Galvanometer ของทอมสันในการดำเนินการ

หอดูดาวคิว (Kew Observatory)

ในปี ค.ศ. 1842 สมาคมฯ ได้ตัดสินใจสร้างหอดูดาวทางกายภาพ ซึ่งต่อมากลายเป็น หอดูดาวคิว (Kew Observatory) ซึ่งเป็นหนึ่งในหอดูดาวทางอุตุนิยมวิทยาและแม่เหล็กโลกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ก่อนที่สมาคมฯ จะส่งมอบการบริหารจัดการให้แก่ราชสมาคม (Royal Society) ในปี ค.ศ. 1871

การโต้เถียงเรื่องวิวัฒนาการที่ออกซฟอร์ด

ในการประชุมของสมาคมฯ ปี ค.ศ. 1860 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญคือการแลกเปลี่ยนทัศนะระหว่าง โทมัส เฮนรี ฮักซ์ลีย์ (Thomas Henry Huxley) และ บิชอป แซมมวล วิลเบอร์ฟอร์ซ (Bishop Samuel Wilberforce) เกี่ยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกจดจำในฐานะการโต้เถียงครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการในเวลาต่อมา

บทบาทในปัจจุบัน

ปัจจุบันสมาคมวิทยาศาสตร์อังกฤษ (BSA) ดำเนินงานในฐานะองค์กรการกุศล โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาคาร Wellcome Wolfson ในลอนดอน ภารกิจหลักคือการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆ เช่น:

คำถามที่พบบ่อย

สมาคมวิทยาศาสตร์อังกฤษ (BSA) คืออะไร?

เป็นองค์กรการกุศลและสมาคมวิชาการของอังกฤษที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1831 เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงผู้คนทุกกลุ่ม

BSA มีส่วนช่วยในการกำหนดมาตรฐานทางไฟฟ้าอย่างไร?

สมาคมฯ ได้ร่วมกำหนดมาตรฐานหน่วยวัดทางไฟฟ้าที่สำคัญ ได้แก่ โอห์ม (ความต้านทาน), โวลต์ (ศักย์ไฟฟ้า) และแอมแปร์ (กระแสไฟฟ้า) เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรเลขใต้น้ำ

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในการประชุมของ BSA ในปี 1860 คืออะไร?

เกิดการโต้เถียงที่มีชื่อเสียงระหว่าง โทมัส เฮนรี ฮักซ์ลีย์ และ บิชอป แซมมวล วิลเบอร์ฟอร์ซ เกี่ยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน

ปัจจุบัน BSA ทำกิจกรรมอะไรบ้าง?

BSA จัดกิจกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เช่น เทศกาลวิทยาศาสตร์อังกฤษ (British Science Festival) และสัปดาห์วิทยาศาสตร์อังกฤษ (British Science Week) รวมถึงมอบรางวัล CREST เพื่อสนับสนุนเยาวชนในด้านวิทยาศาสตร์