เคเลบ แวนซ์ เฮย์นส์ จูเนียร์ บิดาแห่งธรณีโบราณคดีในอเมริกาเหนือ
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นผู้บุกเบิกการใช้การกำหนดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีเพื่อระบุอายุของวัฒนธรรมโคลวิสและโฟลซัม
- เป็นผู้บัญญัติคำว่า 'black mat' เพื่ออธิบายชั้นดินเลนโบราณในแหล่งโบราณคดีอเมริกาเหนือ
- เป็นสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Academy of Sciences) ตั้งแต่ปี 1990
- มีบทบาทสำคัญในคดีทางกฎหมายเพื่อให้ 'มนุษย์เคนเนวิก' ได้รับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
เคเลบ แวนซ์ เฮย์นส์ จูเนียร์ (Caleb Vance Haynes Jr. เกิด 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1928) เป็นนักโบราณคดี นักธรณีวิทยา และนักเขียนชาวอเมริกัน ผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านโบราณคดีในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ผลงานของเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นการปฏิวัติวงการธรณีโบราณคดี (Geoarchaeology) และธรณีวิทยาทางโบราณคดี (Archaeological Geology)
เฮย์นส์มีชื่อเสียงจากการขุดค้นและศึกษาโบราณวัตถุของกลุ่มมนุษย์ยุคแรกในอเมริกา (Paleo-Indians) โดยเฉพาะการศึกษาที่ถ้ำซานเดีย (Sandia Cave) ในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกรอบเวลาการอพยพของมนุษย์เข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้บัญญัติคำว่า "black mat" เพื่อใช้อธิบายชั้นดินเลนจากหนองน้ำที่มีอายุประมาณ 10,000 ปี ซึ่งมักพบในการศึกษาทางโบราณคดีในอเมริกาเหนือ
ประวัติช่วงต้นและการศึกษา
เคเลบ แวนซ์ เฮย์นส์ จูเนียร์ เกิดที่เมืองสโปเคน รัฐวอชิงตัน เป็นบุตรชายคนเดียวของมาร์จอรี่ แมคเลออด และเคเลบ แวนซ์ เฮย์นส์ ผู้เป็นนายทหารอากาศระดับสูงในกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งพลตรี
เฮย์นส์เริ่มต้นการศึกษาที่วิทยาลัยเหมืองแร่โคโลราโด (Colorado School of Mines) โดยศึกษาวิศวกรรมธรณีวิทยาเป็นเวลาสองปี ก่อนจะเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ระหว่างปี ค.ศ. 1951–1954 ในช่วงเวลานี้เขาได้ประจำการในหลายพื้นที่ เช่น แฟร์แบงก์ส, ออสติน, เอลปาโซ และอัลบูเคอร์คี ซึ่งในทุกสถานีที่เขาประจำการ เฮย์นส์ได้ใช้เวลาว่างในการศึกษาโบราณคดีและสร้างเครือข่ายกับนักวิจัยรุ่นแรกที่ศึกษาเรื่องร่องรอยของมนุษย์ยุค Paleoindian
หลังจากปลดประจำการ เฮย์นส์กลับไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยเหมืองแร่โคโลราโดจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านธรณีวิทยาและโบราณคดีในปี ค.ศ. 1956
ผลงานทางโบราณคดีและการบุกเบิก
ด้วยความสนใจในด้านการกำหนดอายุทางธรณีวิทยา (Geochronology) เฮย์นส์จึงเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) ในทูซอน โดยทำงานภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์เอมิล ฮอรี (Emil Haury) และจอร์จ อโกจิโน (George Agogino)
ในปี ค.ศ. 1960 เฮย์นส์และทีมงานได้รวบรวมตัวอย่างถ่านจากแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในเขตที่ราบใหญ่ (Great Plains) เพื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องกำหนดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon dating) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ในขณะนั้น ผลลัพธ์จากการทำงานนี้ทำให้เขาสามารถกำหนดอายุที่เชื่อถือได้เป็นครั้งแรกสำหรับวัฒนธรรมโคลวิส (Clovis culture) และประเพณีโฟลซัม (Folsom tradition)
เฮย์นส์กลายเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของทฤษฎี "Clovis First" ซึ่งเชื่อว่าวัฒนธรรมโคลวิสเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือ โดยเขามักจะวิพากษ์วิจารณ์แหล่งโบราณคดีที่อ้างว่าพบหลักฐานก่อนยุคโคลวิส (Pre-Clovis) หากหลักฐานเหล่านั้นไม่มีความชัดเจนเพียงพอหรือขาดการพิจารณาสมมติฐานทางเลือก
การศึกษาการสูญพันธุ์ของสัตว์ยักษ์
นอกเหนือจากการศึกษาการอพยพของมนุษย์ เฮย์นส์ยังให้ความสนใจกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคควอเทอร์นารี (Quaternary extinction event) โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อระหว่างยุคไพลสโตซีนและโฮโลซีน (Pleistocene–Holocene transition) ซึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ (Megafauna) จำนวนมากได้สูญพันธุ์ไป
เฮย์นส์ตั้งข้อสงสัยต่อทฤษฎีที่ว่ามนุษย์เป็นสาเหตุหลักในการล่าสัตว์จนสูญพันธุ์เพียงอย่างเดียว หรือทฤษฎีที่เกิดจากอุกกาบาตพุ่งชนโลก แต่เขาสันนิษฐานว่าการสูญพันธุ์เกิดจากปัจจัยผสมผสานระหว่างภาวะภัยแล้งและการล่าของมนุษย์ ซึ่งทำให้สัตว์ต้องมารวมตัวกันบริเวณแหล่งน้ำ ทำให้ถูกล่าได้ง่ายขึ้น
เกียรติประวัติและบทบาททางวิชาการ
- ปี ค.ศ. 1990: ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Academy of Sciences)
- ปี ค.ศ. 1996–2004: มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การค้นพบ "มนุษย์เคนเนวิก" (Kennewick Man) สามารถนำมาศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่อไปได้ โดยการยื่นข้อโต้แย้งต่อศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เพื่อตรวจสอบสิทธิในการครอบครองซากดึกดำบรรพ์ของชนเผ่าพื้นเมือง
- ปัจจุบัน: ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ (Emeritus Regents' Professor) ประจำมหาวิทยาลัยแอริโซนา และยังคงมีส่วนร่วมในโรงเรียนมานุษยวิทยา (School of Anthropology)
คำถามที่พบบ่อย
เคเลบ แวนซ์ เฮย์นส์ จูเนียร์ มีความสำคัญอย่างไรต่อวงการโบราณคดี?
เขาเป็นผู้ปฏิวัติวงการธรณีโบราณคดี โดยการนำวิธีการทางธรณีวิทยามาใช้กำหนดอายุของแหล่งโบราณคดีในอเมริกาเหนือได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการกำหนดอายุของวัฒนธรรมโคลวิส
ทฤษฎี 'Clovis First' คืออะไร และเฮย์นส์มีความเห็นอย่างไร?
เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าวัฒนธรรมโคลวิสเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่อพยพเข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเฮย์นส์เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักและผู้ปกป้องทฤษฎีนี้อย่างเหนียวแน่น
คำว่า 'black mat' ในทางโบราณคดีหมายถึงอะไร?
หมายถึงชั้นดินเลนสีดำที่มีอายุประมาณ 10,000 ปี ซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมแบบหนองน้ำในอดีต มักใช้เป็นเครื่องหมายบอกช่วงเวลาในการศึกษาชั้นดินทางโบราณคดีในอเมริกาเหนือ
เฮย์นส์มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของสัตว์ยักษ์ในยุคไพลสโตซีน?
เขามองว่าการสูญพันธุ์เกิดจากปัจจัยร่วมกันระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภัยแล้ง) และการล่าของมนุษย์ ไม่ใช่เกิดจากปัจจัยเดียวอย่างการล่าหรืออุกกาบาตชนโลก