แคนเดิลพินโบว์ลิ่ง กีฬาโบว์ลิ่งแบบดั้งเดิมของนิวอิงแลนด์
สรุปใจความสำคัญ
- แคนเดิลพินโบว์ลิ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในนิวอิงแลนด์และแคนาดาตะวันออก
- ผู้เล่นสามารถโยนลูกบอลได้สูงสุด 3 ครั้งต่อหนึ่งเฟรม
- ลูกบอลไม่มีรูนิ้วและมีขนาดเล็กกว่าโบว์ลิ่งแบบเท็นพินอย่างมาก
- พินที่ล้มแล้วจะไม่ถูกเก็บออกระหว่างการโยนในครั้งที่สองและสามในเฟรมเดียวกัน
แคนเดิลพินโบว์ลิ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของกีฬาโบว์ลิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแถบจังหวัดทางตอนเหนือของแคนาดา (Maritime provinces) และภูมิภาคนิวอิงแลนด์ของสหรัฐอเมริกา โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลูกบอลขนาดเล็กและพินที่สูงและแคบ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเทียน (Candle) จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกนี้

การเปรียบเทียบกับเท็นพินโบว์ลิ่ง (Ten-pin Bowling)
แม้ว่าเป้าหมายหลักคือการทำให้พินล้มลงให้ได้มากที่สุดโดยการกลิ้งลูกบอลลงไปตามเลนไม้หรือสังเคราะห์ที่มีความยาว 60 ฟุต (18 เมตร) แต่แคนเดิลพินมีความแตกต่างจากเท็นพินโบว์ลิ่งที่คุ้นเคยกันดังนี้:
- จำนวนครั้งในการโยน: ในหนึ่งเฟรม แคนเดิลพินจะอนุญาตให้โยนได้ถึง 3 ครั้ง ในขณะที่เท็นพินโบว์ลิ่งโยนได้เพียง 2 ครั้ง
- ขนาดและน้ำหนักของลูกบอล: ลูกบอลแคนเดิลพินมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 4.5 นิ้ว (11.4 ซม.) และมีน้ำหนักสูงสุดไม่เกิน 2 ปอนด์ 7 ออนซ์ (1.11 กก.) ซึ่งมีน้ำหนักใกล้เคียงกับพินหนึ่งตัว ซึ่งต่างจากเท็นพินที่ลูกบอลมีน้ำหนักมากกว่าพินหลายเท่า
- พื้นผิวเลน: ไม่มีการใช้น้ำมันเคลือบเลน ทำให้ลูกบอลไม่ลื่นไถล แต่จะกลิ้งไปตามเลนอย่างสม่ำเสมอ
- รูนิ้ว: ลูกบอลแคนเดิลพินไม่มีรูสำหรับสอดนิ้ว
- ลักษณะของพิน: พินมีลักษณะผอมบางกว่า ทำให้มีพื้นที่ว่างระหว่างพินมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้การทำคะแนนทำได้ยากขึ้น
- พินที่ล้มแล้ว (Wood): พินที่ล้มแล้วจะไม่ถูกเก็บออกระหว่างการโยนในเฟรมเดียวกัน ตราบใดที่พินนั้นยังอยู่หลังเส้น "dead wood" (24 นิ้วหน้าพินหลัก) พินเหล่านี้จะกลายเป็นอุปสรรคหรือตัวช่วยในการทำให้พินที่เหลือล้มลง

ประวัติความเป็นมา
ตามข้อมูลจากสมาคมแคนเดิลพินโบว์ลิ่งนานาชาติ (ICBA) กีฬานี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1880 ที่เมืองวูสเตอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยเชื่อว่าพัฒนาโดย จัสติน ไวท์ (Justin White) เจ้าของห้องบิลเลียดและโบว์ลิ่ง ในขณะที่บางแหล่งข้อมูลระบุว่า จอห์น เจ. มอนซีย์ (John J. Monsey) เป็นผู้คิดค้นในปี 1881 และเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของเกม

ในปี 1906 มอนซีย์ได้ก่อตั้งสภาแคนเดิลพินและดัคพินแห่งชาติ (National Duckpin and Candlepin Congress) เพื่อควบคุมขนาดลูกบอล รูปทรงพิน และลักษณะพื้นผิวเลน เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการแข่งขันระดับลีก

นวัตกรรมสำคัญเกิดขึ้นในปี 1947 เมื่อ ทนายความ โฮวาร์ด ดาวด์ และ ไลโอเนล แบร์โรว์ ได้ประดิษฐ์เครื่องตั้งพินอัตโนมัติเครื่องแรกที่ชื่อว่า "Bowl-Mor" ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการใช้แรงงานคนในการตั้งพิน
วิธีการเล่นและอุปกรณ์
พินแคนเดิลพินมีความสูง 15.75 นิ้ว (40 ซม.) และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.9375 นิ้ว (75 มม.) ส่วนลูกบอลมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.5 นิ้ว (11.4 ซม.) และมีน้ำหนักเบากว่าพินหนึ่งตัว
เลนแคนเดิลพินมีความคล้ายคลึงกับเลนเท็นพิน แต่มีจุดเด่นที่ "แผ่นรองพิน" (Pin Plate) ซึ่งจะยุบตัวลงไป 7/16 นิ้ว (11 มม.) ต่ำกว่าระดับพื้นเลน ทำให้พินตั้งอยู่บนพื้นผิวที่มั่นคงและไม่ลื่นไถลได้ง่าย
สถิติที่น่าสนใจ
เนื่องจากความยากในการทำคะแนน การทำสไตรค์ (Strike) ในแคนเดิลพินโบว์ลิ่งนั้นทำได้ยากกว่ามาก โดยคะแนนสูงสุดที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการคือ 245 คะแนน ซึ่งทำได้โดย ราล์ฟ เซมบ์ (Ralph Semb) ในปี 1984 และ คริส ซาร์เจนท์ (Chris Sargent) ในปี 2011
คำถามที่พบบ่อย
แคนเดิลพินโบว์ลิ่งแตกต่างจากโบว์ลิ่งปกติอย่างไร?
ความแตกต่างหลักคือลูกบอลมีขนาดเล็กและไม่มีรูนิ้ว พินมีลักษณะผอมบางคล้ายเทียน และผู้เล่นสามารถโยนได้ 3 ครั้งต่อเฟรม แทนที่จะเป็น 2 ครั้ง
sไตรค์ในแคนเดิลพินโบว์ลิ่งทำได้ยากกว่าปกติหรือไม่?
ใช่ เนื่องจากพินมีขนาดเล็กและลูกบอลมีน้ำหนักเบา รวมถึงการที่พินที่ล้มแล้วไม่ถูกเก็บออก ซึ่งทำให้การทำคะแนนสูงๆ ทำได้ยากกว่ามาก
แคนเดิลพินโบว์ลิ่งมีต้นกำเนิดมาจากที่ไหน?
answer: กีฬานี้มีต้นกำเนิดมาจากเมืองวูสเตอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ประมาณปี ค.ศ. 1880
