ประภาคารเคปแฮตเทอรัส สัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยในสุสานแห่งแอตแลนติก
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นประภาคารที่สูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีความสูง 210 ฟุต
- ตั้งอยู่ในบริเวณที่ได้รับฉายาว่า "สุสานแห่งแอตแลนติก" เนื่องจากมีเรืออับปางจำนวนมาก
- ถูกย้ายตำแหน่งถึง 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่งทะเล
ประภาคารเคปแฮตเทอรัส ตั้งอยู่บนเกาะแฮตเทอรัส ในเขต Outer Banks เมืองบักซ์ตัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในประภาคารที่มีชื่อเสียงและสวยงามที่สุดในสหรัฐฯ โดยมีความโดดเด่นด้วยลวดลายแถบสีดำขาวที่จำง่ายและเป็นเอกลักษณ์ ประภาคารแห่งนี้มีความสูงถึง 210 ฟุต (ประมาณ 64 เมตร) จากฐานถึงยอด ทำให้เป็นประภาคารที่สูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา
ภูมิศาสตร์และฉายา "สุสานแห่งแอตแลนติก"
บริเวณ Outer Banks เป็นกลุ่มเกาะสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติบริเวณชายฝั่งรัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งกั้นระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับอ่าวและทางน้ำชายฝั่ง กระแสน้ำในบริเวณนี้เอื้ออำนวยต่อการเดินเรืออย่างมาก ยกเว้นในบริเวณ Diamond Shoals ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งเคปแฮตเทอรัสเพียงเล็กน้อย
จุดนี้เป็นจุดที่กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม (Gulf Stream) ปะทะกับกระแสน้ำเย็นลาบราดอร์ (Labrador Current) ทำให้เกิดพายุรุนแรงและคลื่นยักษ์บ่อยครั้ง ส่งผลให้เรือจำนวนมากเกยตื้นและอับปางลงบนสันทรายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับฉายาว่า "สุสานแห่งแอตแลนติก" (Graveyard of the Atlantic)
ประวัติการก่อสร้างและการพัฒนา
ประภาคารหลังแรก (ค.ศ. 1802)
จุดเริ่มต้นของประภาคารแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 หลังจากที่ อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น เกือบจะประสบอุบัติเหตุเรือล่มขณะเดินทางไปยังโลกใหม่ เขาจึงเสนอให้มีการสร้างประภาคารในตำแหน่งนี้ จนถูกเรียกว่า "แสงไฟของแฮมิลตัน" (Hamilton's light)
สภาคองเกรสได้อนุมัติงบประมาณ 44,000 ดอลลาร์ เพื่อสร้างประภาคารที่เคปแฮตเทอรัสและประภาคารสัญญาณที่เกาะเชลล์คาสเซิล ประภาคารหลังแรกสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1802 มีความสูง 198 ฟุต และเป็นโครงสร้างประภาคารอิฐที่สูงที่สุดในสหรัฐฯ ในขณะนั้น

การปรับปรุงและอุปสรรค
ในช่วงแรก ประภาคารแห่งนี้มีปัญหาเรื่องความสว่างและความชัดเจน โดยในปี ค.ศ. 1851 ร.ท. เดวิด ดี. พอร์เตอร์ รายงานว่าแสงไฟของประภาคารเป็นหนึ่งในแสงที่แย่ที่สุดในโลก เนื่องจากไม่สามารถแยกแยะออกจากแสงไฟของเรือกลไฟได้ ทำให้มีการปรับปรุงระบบเลนส์และเพิ่มความสูงของหอคอยในปี ค.ศ. 1854 โดยการติดตั้งเลนส์เฟรเนล (Fresnel lens) ลำดับที่หนึ่ง ซึ่งช่วยให้แสงไฟส่องสว่างได้ไกลขึ้นและชัดเจนขึ้น
ประภาคารสัญญาณ (Beacon, 1855)
ในปี ค.ศ. 1855 ได้มีการสร้างประภาคารสัญญาณขนาดเล็กที่ Cape Point เพื่อช่วยนำทางเรือเพิ่มเติม โดยเป็นหอคอยไม้ทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่ต้องเผชิญกับพายุและการกัดเซาะของชายฝั่งอย่างรุนแรง ประภาคารสัญญาณนี้ใช้งานจนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1898 ก่อนที่จะหายไปตามกาลเวลาและการกัดเซาะของหน้าดิน

ประภาคารหลังที่สอง (ค.ศ. 1868)
เนื่องจากความต้องการของเหล่านักเดินเรือและกองทัพเรือสหรัฐฯ สภาคองเกรสจึงอนุมัติงบประมาณ 80,000 ดอลลาร์ เพื่อสร้างประภาคารหลังใหม่ในปี ค.ศ. 1868 ซึ่งดำเนินการโดยกองวิศวกรทหารบกสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำทางและรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงในบริเวณนี้
บทสรุป
ประภาคารเคปแฮตเทอรัสไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายนำทางที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับธรรมชาติและการกัดเซาะของชายฝั่ง ซึ่งทำให้ประภาคารแห่งนี้ต้องถูกย้ายตำแหน่งถึงสองครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมบริเวณนี้ถึงถูกเรียกว่าสุสานแห่งแอตแลนติก?
เพราะเป็นจุดที่กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมปะทะกับกระแสน้ำเย็นลาบราดอร์ ทำให้เกิดพายุรุนแรงและคลื่นยักษ์ ส่งผลให้เรือจำนวนมากเกยตื้นและอับปางลงบนสันทราย Diamond Shoals
ประภาคารเคปแฮตเทอรัสมีความสูงเท่าไหร่?
ประภาคารมีความสูง 210 ฟุต จากฐานถึงยอด ซึ่งทำให้เป็นประภาคารที่สูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา
ทำไมประภาคารแห่งนี้ถึงต้องถูกย้ายตำแหน่ง?
เนื่องจากการกัดเซาะของชายฝั่งทะเลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตำแหน่งเดิมของประภาคารอยู่ใกล้กับมหาสมุทรมากเกินไปจนเสี่ยงต่อการพังทลาย

