ข้อถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตในสหรัฐอเมริกา ประวัติศาสตร์และมุมมอง
สรุปใจความสำคัญ
- โทษประหารชีวิตยังคงถูกกฎหมายใน 28 รัฐของสหรัฐอเมริกา ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2022
- การคัดค้านโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ เคยพุ่งสูงที่สุดในปี 1966 โดยมีผู้คัดค้าน 47%
- Cesare Beccaria เป็นผู้เขียนหนังสือ On Crimes and Punishment (1767) ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิกโทษประหาร
การถกเถียงเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต (Capital Punishment) ในสหรัฐอเมริกามีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอาณานิคม จนถึงปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยกในสังคมอย่างมาก ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2022 ระบุว่าโทษประหารชีวิตยังคงเป็นบทลงโทษที่ถูกกฎหมายใน 28 รัฐ รวมถึงในรัฐบาลกลางและระบบยุติธรรมทางอาญาของทหาร
แนวโน้มการสนับสนุนและคัดค้าน
จากการสำรวจของ Gallup, Inc. ที่ติดตามทัศนคติของชาวอเมริกันตั้งแต่ปี 1937 พบว่าความนิยมในโทษประหารชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ทางสังคม:
- จุดสูงสุดของการคัดค้าน: ในปี 1966 มีชาวอเมริกันคัดค้านโทษประหารชีวิตถึง 47%
- จุดสูงสุดของการสนับสนุน: ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่อาชญากรรมพุ่งสูงขึ้นและนักการเมืองใช้ประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดในการหาเสียง ส่งผลให้ในปี 1994 มีผู้คัดค้านน้อยกว่า 20%
- สถานการณ์ปัจจุบัน: เมื่ออัตราอาชญากรรมลดลง การคัดค้านก็กลับมาเพิ่มขึ้น โดยในการสำรวจเดือนตุลาคม 2021 พบว่า 54% สนับสนุน และ 43% คัดค้าน
ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิกโทษประหาร
ยุคอาณานิคมและอิทธิพลทางความคิด
กลุ่มผู้ยกเลิกโทษประหารในยุคแรกได้รับแรงบันดาลใจจากนักปรัชญายุคแสงสว่าง (Enlightenment) เช่น Montesquieu, Voltaire และ Bentham โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนของ Cesare Beccaria ในปี 1767 เรื่อง On Crimes and Punishment ซึ่งวิจารณ์ว่ารัฐไม่มีสิทธิ์พรากชีวิตมนุษย์และโทษประหารไม่มีผลในการยับยั้งอาชญากรรมอย่างมีนัยสำคัญ
บุคคลสำคัญของสหรัฐฯ เช่น Thomas Jefferson, Benjamin Rush และ Benjamin Franklin ต่างพยายามปฏิรูปหรือยกเลิกโทษประหาร โดยเข้าร่วมสมาคมเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากในเรือนจำสาธารณะแห่งฟิลาเดลเฟีย
ยุคการยกเลิกครั้งที่หนึ่ง (กลางถึงปลายศตวรรษที่ 19)
ในช่วงทศวรรษ 1830 กระแสการยกเลิกเริ่มรุนแรงขึ้นเนื่องจากอิทธิพลของยุค Jacksonian ที่เน้นการปฏิบัติต่อผู้ด้อยโอกาสและผู้ป่วยทางจิตให้ดีขึ้น เป้าหมายหลักในขณะนั้นคือการยกเลิก การแขวนคอในที่สาธารณะ เนื่องจากถูกมองว่าทำลายความสงบเรียบร้อยและสร้างความสงสารแก่ผู้ถูกประหาร
แม้ว่าบางรัฐ เช่น มิชิแกน โรดไอแลนด์ และวิสคอนซิน จะผ่านกฎหมายยกเลิกโทษประหารในช่วงปลายทศวรรษ 1850 แต่การเคลื่อนไหวนี้ก็ลดลงเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ก่อนเกิดสงครามกลางเมืองอเมริกา
ยุคการยกเลิกครั้งที่สอง (ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20)
การเคลื่อนไหวกลับมาคึกคักอีกครั้งด้วยกระแสการปฏิรูปแนวประชานิยม (Populist) และก้าวหน้า (Progressive) รวมถึงอิทธิพลจากคริสต์ศาสนาแนวสังคมสงเคราะห์และการแก้ไขพฤติกรรมทางวิทยาศาสตร์
ในปี 1890 รัฐนิวยอร์กได้นำ เก้าอี้ไฟฟ้า มาใช้โดยหวังว่าจะมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น แต่กลุ่มผู้คัดค้านกลับมองว่ามันโหดร้ายไม่ต่างจากการเผาทั้งเป็น การเคลื่อนไหวในยุคนี้เน้นไปที่ระดับรัฐและท้องถิ่น เช่น การก่อตั้ง Anti-Death Penalty League ในแมสซาชูเซตส์ปี 1897 ก่อนจะขยายตัวเป็นระดับชาติ
คำถามที่พบบ่อย
ปัจจุบันสถานะของโทษประหารชีวิตในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างไร?
ยังคงเป็นบทลงโทษที่ถูกกฎหมายใน 28 รัฐ รัฐบาลกลาง และระบบยุติธรรมทางอาญาของทหาร โดยมีหลายรัฐ เช่น โคโลราโด และเวอร์จิเนีย ที่ยกเลิกไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ปัจจัยใดที่ทำให้ความนิยมในโทษประหารชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงปี 1970-1980?
การเพิ่มขึ้นของอัตราอาชญากรรม และการที่นักการเมืองใช้ประเด็นการต่อสู้กับอาชญากรรมและยาเสพติดในการหาเสียง ทำให้ประชาชนหันมาสนับสนุนโทษประหารมากขึ้น
เหตุใดการใช้เก้าอี้ไฟฟ้าจึงไม่สามารถทำให้ผู้คัดค้านยอมรับได้?
แม้จะถูกนำเสนอว่าเป็นวิธีที่มนุษยธรรมมากกว่าการแขวนคอ แต่กลุ่มผู้ยกเลิกโทษประหารมองว่าการใช้ไฟฟ้าช็อตนั้นโหดร้ายและไม่ต่างจากการเผาคนทั้งเป็น

