← กลับไปยังบทความทั้งหมด

กฎบัตรยุโรปว่าด้วยภาษาภูมิภาคหรือภาษาชนกลุ่มน้อย

สรุปใจความสำคัญ

  • กฎบัตร ECRML ถูกรับรองในปี 1992 โดยสภาแห่งยุโรป
  • การคุ้มครองแบ่งเป็น 2 ระดับ โดยระดับสูงต้องดำเนินการตามข้อกำหนดอย่างน้อย 35 ข้อ
  • ไม่มีกระบวนการทางศาลในการบังคับใช้ แต่ใช้การติดตามผลโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญแทน

กฎบัตรยุโรปว่าด้วยภาษาภูมิภาคหรือภาษาชนกลุ่มน้อย (European Charter for Regional or Minority Languages - ECRML) เป็นสนธิสัญญาระดับยุโรป (CETS 148) ที่ได้รับการรับรองในปี 1992 ภายใต้การดูแลของสภาแห่งยุโรป (Council of Europe) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องและส่งเสริมภาษาภูมิภาคและภาษาชนกลุ่มน้อยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในยุโรป

การกำหนดนิยามและขอบเขต

สิ่งที่น่าสนใจคือ กฎบัตรฉบับนี้ไม่ได้กำหนดเกณฑ์หรือนิยามที่ชัดเจนว่าภาษาใดควรเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยหรือภาษาภูมิภาค แต่การจำแนกประเภทนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐภาคีแต่ละประเทศ

กฎบัตรนี้จะใช้กับภาษาที่ใช้โดยพลเมืองของรัฐภาคีมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีลักษณะดังนี้:

  • แตกต่างจากภาษาหลักหรือภาษาราชการ: ไม่รวมภาษาที่รัฐพิจารณาว่าเป็นเพียงภาษาถิ่นของภาษาหลัก
  • มีฐานทางภูมิศาสตร์: เป็นภาษาที่พูดในภูมิภาคหรือพื้นที่เฉพาะภายในรัฐ
  • ใช้โดยชนกลุ่มน้อยทางภาษา: รวมถึงภาษาที่ใช้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กว้าง เช่น ภาษาอิดดิช (Yiddish), ภาษารอมะนี (Romani) และภาษาเลมโก (Lemko)

อย่างไรก็ตาม กฎบัตรนี้ไม่ครอบคลุมถึงภาษาที่นำเข้ามาโดยผู้อพยพรายใหม่จากรัฐอื่น

ระดับการคุ้มครอง

กฎบัตรนี้กำหนดระดับการคุ้มครองไว้สองระดับ โดยรัฐภาคีต้องดำเนินการดังนี้:

  1. ระดับพื้นฐาน: ผู้ลงนามทุกรายต้องใช้การคุ้มครองระดับต่ำสุดกับภาษาที่เข้าข่าย
  2. ระดับสูง: รัฐภาคีสามารถประกาศว่าภาษาใดภาษาหนึ่งจะได้รับความคุ้มครองระดับสูง ซึ่งรัฐต้องตกลงที่จะดำเนินการตามข้อกำหนดอย่างน้อย 35 ข้อจากรายการที่กำหนดไว้

โครงสร้างการคุ้มครอง (Part II และ Part III)

ส่วนที่ 2 (Part II) หลักการทั่วไป

ส่วนที่ 2 ของกฎบัตรเน้นที่หลักการและวัตถุประสงค์ 8 ประการ เพื่อเป็นกรอบในการรักษาภาษา:

  • การยอมรับว่าภาษาภูมิภาคหรือภาษาชนกลุ่มน้อยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า
  • การเคารพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของแต่ละภาษา
  • การดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อส่งเสริมภาษาดังกล่าว
  • การส่งเสริมการใช้ภาษาทั้งในด้านการพูดและการเขียน ทั้งในชีวิตสาธารณะและส่วนตัว
  • การจัดหาเครื่องมือและรูปแบบการสอนที่เหมาะสมในทุกระดับการศึกษา
  • การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ
  • การห้ามเลือกปฏิบัติหรือจำกัดการใช้ภาษาภูมิภาคหรือภาษาชนกลุ่มน้อย
  • การส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มทางภาษาก็ในประเทศ

ส่วนที่ 3 (Part III) ข้อกำหนดเฉพาะ

ส่วนที่ 3 กำหนดกฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมในหลายภาคส่วน โดยรัฐต้องระบุชื่อภาษาที่จะได้รับความคุ้มครองนี้ และเลือกดำเนินการอย่างน้อย 35 ข้อในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การศึกษา
  • หน่วยงานตุลาการ
  • หน่วยงานบริหารและบริการสาธารณะ
  • สื่อมวลชน
  • กิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัฒนธรรม
  • ชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม
  • การแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดน

การติดตามผลและการบังคับใช้

กฎบัตรนี้ไม่มีกระบวนการทางตุลาการเพื่อตอบโต้ในกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตาม แต่จะใช้กระบวนการติดตามผลเชิงรุกผ่าน คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ (Committee of Experts) ซึ่งจะจัดทำข้อเสนอแนะและคำติชมอย่างเป็นทางการต่อรัฐภาคี

คำถามที่พบบ่อย

กฎบัตรยุโรปว่าด้วยภาษาภูมิภาคหรือภาษาชนกลุ่มน้อยคืออะไร?

เป็นสนธิสัญญาที่มุ่งเน้นการปกป้องและส่งเสริมภาษาภูมิภาคและภาษาชนกลุ่มน้อยที่มีประวัติศาสตร์ในยุโรป เพื่อรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ภาษาใดบ้างที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎบัตรนี้?

ภาษาที่ใช้โดยพลเมืองของรัฐภาคีมาอย่างยาวนานและแตกต่างจากภาษาหลัก โดยรัฐภาคีเป็นผู้กำหนดว่าภาษาใดเข้าข่าย

ความแตกต่างระหว่าง Part II และ Part III ของกฎบัตรคืออะไร?

Part II เป็นหลักการทั่วไปและกรอบการทำงานสำหรับการอนุรักษ์ภาษา ส่วน Part III เป็นข้อกำหนดเฉพาะเจาะจงในภาคส่วนต่างๆ เช่น การศึกษาและสื่อ ที่รัฐต้องเลือกดำเนินการอย่างน้อย 35 ข้อ