คาร์ล เบิร์กมันน์ นักกายวิภาคศาสตร์ผู้ค้นพบกฎเบิร์กมันน์
สรุปใจความสำคัญ
- ผู้เสนอ 'กฎเบิร์กมันน์' ซึ่งระบุว่าสัตว์ในเขตหนาวมักมีขนาดร่างกายใหญ่กว่าสัตว์ในเขตอุ่น
- ผู้บัญญัติศัพท์ทางชีววิทยาที่สำคัญ เช่น homoiothermic (สัตว์เลือดอุ่น) และ poikilothermic (สัตว์เลือดเย็น)
- ค้นพบว่าเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยในเรตินาเป็นตัวรับสัญญาณแสงที่ทำให้เกิดการมองเห็น
- เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรอสต็อก
คาร์ล เกออร์ก ลูคัส คริสเตียน เบิร์กมันน์ (Carl Georg Lucas Christian Bergmann; 18 พฤษภาคม 1814 – 30 เมษายน 1865) เป็นนักกายวิภาคศาสตร์ นักสรีรวิทยา และนักชีววิทยาชาวเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานความเข้าใจด้านสรีรวิทยาของการมองเห็นและความสัมพันธ์ระหว่างขนาดร่างกายของสัตว์กับสภาพแวดล้อม

ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ
เบิร์กมันน์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการเสนอแนวคิดทางชีววิทยาและคำศัพท์เฉพาะทางที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้:
- กฎเบิร์กมันน์ (Bergmann's Rule): เขาได้เสนอว่าประชากรและสปีชีส์ของสัตว์ที่มีขนาดร่างกายใหญ่กว่า มักจะพบในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศหนาวเย็น ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการรักษาสมดุลความร้อนของร่างกายกับขนาดตัว
- การศึกษาด้านการมองเห็น: เบิร์กมันน์ใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจสอบเซลล์ในเรตินา (จอประสาทตา) และเสนอว่าเซลล์รูปแท่ง (rods) และเซลล์รูปกรวย (cones) คือส่วนที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณประสาท ซึ่งนำไปสู่การรับรู้การมองเห็น
- การบัญญัติศัพท์: เขาเป็นผู้บัญญัติคำว่า fovea centralis (จุดศูนย์กลางของเรตินาที่รับภาพได้ชัดที่สุด), homoiothermic (สัตว์เลือดอุ่น) และ poikilothermic (สัตว์เลือดเย็น หรือสัตว์ที่อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม)
ประวัติและการศึกษา
เบิร์กมันน์เกิดที่เมืองเกิททิงเกน (Göttingen) ในรัฐฮันโนเวอร์ (Hanover) เป็นบุตรของฟรีดริช คริสเตียน เบิร์กมันน์ นักกฎหมายและศาสตราจารย์ และอองรีเอต คริสตีน เมเยอร์ เขาสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากเมืองโฮลซ์มินเดน (Holzminden) ในปี 1832 จากนั้นเข้าศึกษาต่อด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเกนและมหาวิทยาลัยวูร์ซบวร์ก (Würzburg)
ในปี 1838 เขาได้รับปริญญาเอกด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยเกิททิงเกน โดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง "De placentae foetalis resorptione" (ว่าด้วยการดูดซึมกลับของรกในทารก) และได้รับวุฒิ habilitation ในปี 1839 เพื่อเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาสรีรวิทยา กายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบ และนิติเวชศาสตร์
เส้นทางอาชีพและตำแหน่งทางวิชาการ
เบิร์กมันน์เริ่มต้นการทำงานเป็นผู้ช่วยของรูดอล์ฟ วากเนอร์ (Rudolf Wagner) ในการดูแลคอลเลกชันกายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบของมหาวิทยาลัย และได้รับแต่งตั้งเป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเกนในปี 1843
ในปี 1852 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เต็มตัวด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาที่มหาวิทยาลัยรอสต็อก (University of Rostock) และดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยในช่วงปี 1858–1859 นอกจากนี้ เขายังได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์เกิททิงเกน (Göttingen Academy of Sciences) ในปี 1859 และสถาบันเลโอโพลดินา (Leopoldina Academy of Scholars) ในปี 1864
การวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์
ในช่วงก่อนทศวรรษ 1850 นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าการมองเห็นเริ่มต้นที่เซลล์ปมประสาทเรตินา (retinal ganglion cells) แต่ในปี 1854 เบิร์กมันน์ได้โต้แย้งว่าเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยต่างหากที่เป็นตัวรับแสง เนื่องจากเขาพบว่าในบริเวณ fovea centralis มีเพียงเซลล์สองชนิดนี้เท่านั้นที่อยู่ในเส้นทางของแสง ในขณะที่เซลล์ชนิดอื่นถูกผลักออกไปเพื่อให้แสงตกกระทบตัวรับแสงได้โดยตรง
ข้อสรุปของเบิร์กมันน์ได้รับการสนับสนุนในเวลาต่อมาในปีเดียวกันโดย ไฮน์ริช มุลเลอร์ (Heinrich Müller) ซึ่งใช้วิธีการวัดเงาของหลอดเลือดในเรตินาเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน
ผลงานตีพิมพ์ที่สำคัญ
| ปีที่พิมพ์ | ชื่อผลงาน (ภาษาเยอรมัน/ละติน) | รายละเอียด |
|---|---|---|
| 1846 | Lehrbuch der Medicina Forensis für Juristen | ตำรานิติเวชศาสตร์สำหรับนักกฎหมาย |
| 1848 | Über die Verhältnisse der Wärmeökonomie der Thiere zu ihrer Grösse | งานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พลังงานความร้อนของสัตว์กับขนาดร่างกาย (ที่มาของกฎเบิร์กมันน์) |
| 1854 | Zur Kenntnis des gelben Flecks der Netzhaut | การศึกษาเกี่ยวกับจุดรับภาพบนจอประสาทตา |
| 1855 | Anatomisch-physiologische Uebersicht des Thierreichs | ภาพรวมทางกายวิภาคและสรีรวิทยาของอาณาจักรสัตว์ (เขียนร่วมกับ R. Leuckart) |
คาร์ล เบิร์กมันน์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1865 ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากเดินทางกลับจากการพักรักษาตัวในช่วงฤดูหนาวที่เมืองเมนตอง (Menton) เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลง
คำถามที่พบบ่อย
กฎเบิร์กมันน์ (Bergmann's Rule) คืออะไร?
กฎเบิร์กมันน์คือหลักการทางชีววิทยาที่สังเกตว่า สปีชีส์ของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นกว่า มักจะมีขนาดร่างกายที่ใหญ่กว่าสัตว์สปีชีส์เดียวกันหรือที่ใกล้เคียงกันซึ่งอาศัยอยู่ในเขตที่อบอุ่นกว่า เพื่อช่วยในการรักษาความร้อนในร่างกาย
คาร์ล เบิร์กมันน์ มีส่วนช่วยในการศึกษาเรื่องการมองเห็นอย่างไร?
เขาเป็นผู้เสนอว่าเซลล์รูปแท่ง (rods) และเซลล์รูปกรวย (cones) ในเรตินาเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณประสาท ซึ่งหักล้างความเชื่อเดิมที่ว่าการมองเห็นเริ่มต้นที่เซลล์ปมประสาทเรตินา
คำศัพท์ที่เบิร์กมันน์บัญญัติขึ้นมีอะไรบ้าง?
เขาได้บัญญัติคำว่า fovea centralis (จุดศูนย์กลางของเรตินา), homoiothermic (สัตว์เลือดอุ่น) และ poikilothermic (สัตว์เลือดเย็น)

