← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Cboe Global Markets ผู้นำตลาดแลกเปลี่ยนออปชันและหุ้นระดับโลก

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นผู้ดำเนินงานตลาดแลกเปลี่ยนออปชันที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 30%
  • ผู้สร้างดัชนี VIX ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความผันผวนของตลาดหุ้นที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
  • เป็นตลาดแลกเปลี่ยนหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐฯ และใหญ่ที่สุดในยุโรป

Cboe Global Markets, Inc. (เดิมชื่อ CBOE Holdings และ Chicago Board Options Exchange) เป็นผู้ดำเนินงานตลาดแลกเปลี่ยนทางการเงินชั้นนำของสหรัฐอเมริกา โดยเป็นเจ้าของตลาดแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการซื้อขายออปชัน (Options) ในสหรัฐฯ ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 30% และเป็นตลาดแลกเปลี่ยนหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับสามรองจาก New York Stock Exchange (NYSE) และ Nasdaq โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 10% นอกจากนี้ Cboe ยังดำเนินงานตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยส่วนแบ่งการตลาด 25% โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองชิคาโก ซึ่งยังคงรักษาพื้นที่การซื้อขายแบบตะโกน (Open Outcry) ไว้จนถึงปัจจุบัน

โครงสร้างรายได้และการดำเนินงาน

Cboe ให้บริการซื้อขายในหลากหลายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยมีสัดส่วนรายได้ในปี 2025 ดังนี้:

  • ออปชันบนดัชนีตลาดหุ้นและหุ้นรายตัว: คิดเป็น 52% ของรายได้
  • หุ้นในอเมริกาเหนือ (ผ่าน BZX, BYX, EDGX และ EDGA): คิดเป็น 35% ของรายได้
  • หุ้นในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก: คิดเป็น 8% ของรายได้
  • สัญญาฟิวเจอร์สของ VIX: คิดเป็น 3% ของรายได้
  • ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex): คิดเป็น 2% ของรายได้

ประวัติความเป็นมาและการเติบโต

จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง (1969-1973)

แนวคิดเรื่องตลาดแลกเปลี่ยนออปชันเกิดขึ้นในปี 1969 โดย Edmund "Eddie" O'Connor รองประธานของ Chicago Board of Trade (CBOT) ซึ่งต้องการสร้างระบบที่ใช้ศูนย์หักบัญชีกลาง (Central Clearinghouse) เพื่ออำนวยความสะดวกและรับประกันการซื้อขาย แทนที่ระบบเดิมที่เป็นการซื้อขายแบบนอกตลาด (Over-the-counter) ที่มีความซับซ้อน หลังจากผ่านการคัดค้านจาก SEC ในช่วงแรก ในที่สุด SEC ก็อนุมัติโครงการนี้ในเดือนตุลาคม 1971 และนำไปสู่การจดทะเบียนจัดตั้ง Chicago Board Options Exchange ในเดือนกุมภาพันธ์ 1972

Cboe เริ่มเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1973 ซึ่งเป็นวันฉลองครบรอบ 125 ปีของ CBOT โดยเริ่มจากการซื้อขายในห้องสูบบุหรี่เก่าของ CBOT และเติบโตอย่างรวดเร็วจากสัญญา 34,599 ฉบับในเดือนแรก สู่ 1.5 ล้านฉบับต่อเดือนภายในปี 1976

นวัตกรรมดัชนี VIX (1977-2009)

ในปี 1993 Cboe ได้สร้างชื่อเสียงระดับโลกด้วยการเปิดตัว CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งออกแบบโดยศาสตราจารย์ Robert E. Whaley เพื่อวัดความผันผวนที่คาดการณ์ไว้ใน 30 วันของออปชัน S&P 100 (ต่อมาเปลี่ยนเป็น S&P 500 ในปี 2003) ดัชนี VIX กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมิน "ความกลัว" ในตลาดหุ้น และนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายได้ เช่น สัญญาฟิวเจอร์สของ VIX ในปี 2004

การเข้าสู่ตลาดสาธารณะและการขยายอาณาจักร (2010-ปัจจุบัน)

Cboe เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในเดือนมิถุนายน 2010 และเริ่มกลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายขอบเขตการบริการ เช่น:

  • BATS Global Markets (2017): การเข้าซื้อกิจการครั้งสำคัญมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Cboe กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
  • การขยายสู่ระดับโลก: เข้าซื้อกิจการในแคนาดา (MATCHNow, NEO), ยุโรป (EuroCCP) และเอเชียแปซิฟิก (Chi-X Asia Pacific)
  • สินทรัพย์ดิจิทัล: เข้าซื้อ Eris Digital Holdings ในปี 2022 เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (CBOE Digital)

ในด้านการบริหารงาน ล่าสุด Craig Donohue ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO ในเดือนพฤษภาคม 2025 ต่อจาก Fredric Tomczyk

คำถามที่พบบ่อย

Cboe Global Markets คืออะไร?

เป็นบริษัทผู้ดำเนินงานตลาดแลกเปลี่ยนทางการเงินระดับโลกที่เน้นการซื้อขายออปชัน หุ้น และสัญญาฟิวเจอร์ส โดยมีสำนักงานใหญ่ในชิคาโก สหรัฐอเมริกา

ดัชนี VIX คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร?

VIX คือดัชนีความผันผวนที่สร้างโดย Cboe เพื่อวัดความคาดหวังของตลาดต่อความผันผวนของดัชนี S&P 500 ในอีก 30 วันข้างหน้า มักถูกเรียกว่า 'ดัชนีความกลัว'

รายได้หลักของ Cboe มาจากไหน?

รายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายออปชันบนดัชนีและหุ้นรายตัว (ประมาณ 52%) และการซื้อขายหุ้นในอเมริกาเหนือ (ประมาณ 35%)