← กลับไปยังบทความทั้งหมด

หลักกฎหมายว่าด้วยการสนับสนุนคดีและการแบ่งผลประโยชน์ในคดีความ

สรุปใจความสำคัญ

  • การสนับสนุนคดี (Maintenance) คือการที่บุคคลภายนอกสนับสนุนให้มีการฟ้องร้องโดยไม่มีส่วนได้เสียในคดี
  • การแบ่งผลประโยชน์ในคดี (Champerty) คือการสนับสนุนทางการเงินเพื่อแลกกับส่วนแบ่งจากผลลัพธ์ของคดี
  • ในอดีตทั้งสองสิ่งนี้ถือเป็นความผิดทางอาญาและละเมิดในระบบ Common Law เพื่อป้องกันการฟ้องร้องที่ไม่มีมูล
  • ปัจจุบันหลายประเทศยกเลิกโทษทางอาญาแต่ยังคงใช้หลักการนี้เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของสัญญาจ้างทนายความและการสนับสนุนคดีโดยบุคคลที่สาม

ในระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) มีหลักการสำคัญสองประการที่ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการฟ้องร้องคดีที่ไม่มีมูลหรือการใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่ผิด ได้แก่ การสนับสนุนคดี (Maintenance) และ การแบ่งผลประโยชน์ในคดี (Champerty) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงการดำเนินคดีเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

คำนิยามและข้อแตกต่าง

แม้ว่าทั้งสองหลักการจะมีความเกี่ยวข้องกัน แต่มีจุดเน้นที่แตกต่างกันดังนี้:

  • การสนับสนุนคดี (Maintenance): หมายถึง การที่บุคคลซึ่งไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงในคดี เข้ามาแทรกแซงหรือสนับสนุนให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการโต้เถียงหรือความขัดแย้ง ซึ่งถือเป็นการรบกวนสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน
  • การแบ่งผลประโยชน์ในคดี (Champerty): เป็นรูปแบบที่รุนแรงกว่าของการสนับสนุนคดี โดยเป็นการที่บุคคลภายนอกให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่โจทก์เพื่อให้สามารถดำเนินคดีต่อไปได้ โดยมีเงื่อนไขว่าหากคดีประสบความสำเร็จ ผู้สนับสนุนจะได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์สินหรือเงินรางวัลที่ได้จากคดีนั้น

Lord Justice Steyn ได้สรุปความแตกต่างในคดี Giles v Thompson ไว้ว่า การสนับสนุนคดีคือการที่คนนอกสนับสนุนการดำเนินคดีโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนการแบ่งผลประโยชน์ในคดีคือการสนับสนุนโดยหวังผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งจากผลลัพธ์ของคดี

ประวัติความเป็นมา

ข้อจำกัดเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจในทางที่ผิดในอังกฤษยุคกลาง ซึ่งในสมัยนั้น ขุนนางหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริตมักจะใช้ชื่อเสียงและอำนาจของตนเข้าสนับสนุนคำร้องที่ไม่มีมูลหรือเป็นเท็จ เพื่อแลกกับส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่ได้รับคืนมา

ในศตวรรษที่ 17 Lord Chief Justice Coke ได้อธิบายว่าการสนับสนุนคดีคือการ "หยิบยื่นมือเข้าช่วยหรือสนับสนุนการทะเลาะวิวาทและฝ่ายต่างๆ เพื่อรบกวนสิทธิส่วนรวม" อย่างไรก็ตาม เมื่อความเป็นอิสระของตุลาการได้รับการสถาปนาอย่างมั่นคงในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 แนวคิดของ Jeremy Bentham ชี้ให้เห็นว่าความกังวลเรื่องการที่ผู้พิพากษาจะถูกข่มขู่โดยอำนาจของขุนนางนั้นลดน้อยลง ทำให้ความจำเป็นของกฎหมายเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

สถานะทางกฎหมายในปัจจุบันตามเขตอำนาจศาล

ในอดีต ทั้งการสนับสนุนคดีและการแบ่งผลประโยชน์ในคดีถือเป็นทั้งอาชญากรรมและละเมิด (Tort) รวมถึงการฟ้องร้องคดีอย่างกลั่นแกล้ง (Barratry) แต่ในปัจจุบันสถานะเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละประเทศ:

อังกฤษและเวลส์

การสนับสนุนคดีและการแบ่งผลประโยชน์ในคดีไม่ได้เป็นความผิดทางอาญาหรือการละเมิดมาตั้งแต่การประกาศใช้ Criminal Law Act 1967 อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ยังคงเปิดช่องให้สัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน (Public Policy) หรือสัญญาที่ผิดกฎหมายยังคงไม่มีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ บุคคลภายนอกที่ให้เงินทุนสนับสนุนการดำเนินคดีอาจต้องรับผิดชอบในส่วนของค่าฤชาธรรมเนียมศาลหากคดีนั้นแพ้

ออสเตรเลีย

ส่วนใหญ่ได้ยกเลิกการถือว่าการสนับสนุนคดีและการแบ่งผลประโยชน์ในคดีเป็นความผิดทางอาญาหรือการละเมิดโดยใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษร เช่น ในรัฐนิวเซาท์เวลส์มีการยกเลิกโดย Maintenance, Champerty and Barratry Abolition Act 1993 และในรัฐวิกตอเรียมีการยกเลิกในส่วนของการละเมิดโดย Wrongs Act 1958

แคนาดา

ความผิดทางอาญาในเรื่องนี้ถูกยกเลิกไปพร้อมกับการรวบรวมประมวลกฎหมายอาญาในปี 1953 แต่ในบางเขตอำนาจศาลยังคงถือว่าการแบ่งผลประโยชน์ในคดีเป็นการละเมิด เช่น ในรัฐออนแทรีโอซึ่งสัญญาในลักษณะนี้ถือว่าไม่สมบูรณ์ตาม Champerty Act, RSO 1897

ฮ่องกง

แม้จะเคยถูกมองว่าล้าสมัย แต่หลักการนี้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อจัดการกับปัญหา "ตัวแทนเรียกค่าสินไหม" (Recovery Agents) ที่มักใช้วิธีการที่เรียกว่า "Ambulance Chasing" หรือการเข้าหาผู้ประสบอุบัติเหตุเพื่อเสนอจัดหาทนายความในรูปแบบ "ไม่ชนะไม่คิดเงิน" (No win no fee) เพื่อแลกกับส่วนแบ่งค่าเสียหาย ซึ่งถือเป็นการหลอกลวงผู้เสียหายที่ขาดความรู้ทางกฎหมาย

ความเกี่ยวข้องกับกฎหมายสมัยใหม่

ในปัจจุบัน หลักการเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญในการพิจารณา สัญญาจ้างทนายความแบบคิดค่าจ้างตามผลของคดี (Contingent Fee Agreements) และการโอนสิทธิในคดีความให้แก่บุคคลภายนอกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งในบางเขตอำนาจศาล สัญญาการให้เงินทุนสนับสนุนการดำเนินคดีโดยบุคคลที่สาม (Third-party litigation funding) อาจถูกตัดสินว่าเป็นโมฆะเนื่องจากขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คำถามที่พบบ่อย

Maintenance และ Champerty แตกต่างกันอย่างไร?

Maintenance คือการสนับสนุนให้เกิดการฟ้องร้องโดยบุคคลภายนอกโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วน Champerty คือการสนับสนุนที่เจาะจงว่าผู้สนับสนุนต้องได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์สินหรือเงินรางวัลเมื่อชนะคดี

ปัจจุบันการสนับสนุนคดีในอังกฤษยังเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่?

ไม่เป็นความผิดทางอาญาหรือการละเมิดมาตั้งแต่ปี 1967 ตาม Criminal Law Act 1967 แต่สัญญาบางประเภทอาจถูกมองว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่มีผลบังคับใช้

Ambulance Chasing ในฮ่องกงเกี่ยวข้องกับหลักการนี้อย่างไร?

ฮ่องกงนำหลัก Champerty และ Maintenance กลับมาใช้เพื่อจัดการกับตัวแทนที่เข้าหาผู้ประสบอุบัติเหตุเพื่อเสนอหาทนายความแลกกับส่วนแบ่งค่าเสียหาย ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้เสียหายและรบกวนกระบวนการยุติธรรม