คริสต์มัน เกนิปเปอร์เทิงกา ตำนานฆาตกรต่อเนื่องแห่งศตวรรษที่ 16
สรุปใจความสำคัญ
- ถูกกล่าวหาว่าสังหารผู้คนถึง 964 ราย ในช่วงปี ค.ศ. 1568-1581
- ใช้ถ้ำในภูเขาฟราสเบิร์กเป็นที่กบดานและสังหารเหยื่อ
- หลักฐานหลักมาจากบันทึกของคาสปาร์ เฮอร์เบอร์ ในปี ค.ศ. 1582
- นักประวัติศาสตร์ไม่แน่ใจว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ เนื่องจากขาดหลักฐานจากบันทึกท้องถิ่นร่วมสมัย
คริสต์มัน เกนิปเปอร์เทิงกา (Christman Genipperteinga) เป็นบุคคลที่ถูกระบุในบันทึกช่วงศตวรรษที่ 16 ว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องและโจรป่าชาวเยอรมัน อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยังคงถกเถียงกันว่าเขามีตัวตนอยู่จริงหรือเป็นเพียงตัวละครในเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความตื่นตระหนกในสังคมยุคนั้น โดยมีการกล่าวอ้างว่าเขาสังหารผู้คนไปถึง 964 ราย ในช่วงระยะเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1568 จนกระทั่งถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1581

ประวัติและการก่ออาชญากรรมตามคำบอกเล่า
บันทึกที่เก่าแก่ที่สุดและถูกอ้างถึงมากที่สุดเกี่ยวกับเกนิปเปอร์เทิงกาเขียนโดย คาสปาร์ เฮอร์เบอร์ (Caspar Herber) ชาวเมืองโคเคม (Cochem) และตีพิมพ์โดยคาสปาร์ เบเฮม ในเมืองไมนซ์ (Mainz) เมื่อปี ค.ศ. 1582
ที่กบดานและวิธีการก่อเหตุ
ตามเรื่องเล่า เกนิปเปอร์เทิงกาเกิดในเมืองเคอร์เพน (Kerpen) ใกล้กับเมืองโคโลญจน์ เขาเริ่มก่อเหตุเป็นโจรป่าในลึทเซลบวร์ก (Lützelburg) และพื้นที่รอบๆ ทรีเออร์ (Trier) โดยเขาได้สร้างที่พักอาศัยอยู่ในถ้ำเหมืองที่มนุษย์สร้างขึ้นในบริเวณภูเขาฟราสเบิร์ก (Fraßberg) ใกล้กับเมืองเบิร์กเคสเซล (Bergkessel)
ตำแหน่งของถ้ำนี้ทำให้เขาสามารถเฝ้าสังเกตเส้นทางคมนาคมที่มุ่งหน้าไปยังเมืองสำคัญต่างๆ เช่น ทรีเออร์, เมตซ์, และซาร์บรึคเคิน ได้อย่างชัดเจน เขาใช้ถ้ำนี้เป็นป้อมปราการและที่เก็บทรัพย์สินที่ปล้นมาได้ โดยวิธีการของเขาคือการดักโจมตีผู้เดินทางที่เดินทางเพียงลำพังหรือเป็นกลุ่มเล็กๆ และนำเหยื่อไปสังหาร จากนั้นทิ้งศพลงในปล่องเหมืองที่เชื่อมต่อกับถ้ำของเขา
โศกนาฏกรรมของหญิงผู้เคราะห์ร้าย
หนึ่งในเรื่องราวที่โหดร้ายที่สุดในบันทึกคือการลักพาตัวหญิงสาวจากเมืองบ็อปเพิร์ต (Boppard) ซึ่งเป็นลูกสาวของช่างทำถังไม้ เขาบังคับให้เธอสาบานว่าจะจงรักภักดีและกักขังเธอไว้เป็นทาสกามในถ้ำเป็นเวลา 7 ปี โดยในระหว่างนั้นเธอได้ให้กำเนิดบุตร 6 คน ซึ่งเกนิปเปอร์เทิงกาสังหารเด็กทุกคนทันทีหลังคลอด โดยมีการกล่าวอ้างว่าเขาหักคอเด็กและกินหัวใจของเด็กเหล่านั้น ก่อนจะแขวนศพทิ้งไว้ให้ลมพัดไกว
การจับกุมและการประหารชีวิต
ในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1581 หญิงผู้เคราะห์ร้ายสามารถโน้มน้าวให้เกนิปเปอร์เทิงกาอนุญาตให้เธอเข้าไปในเมืองเบิร์กเคสเซลได้ เมื่อเธอพบเห็นเด็กๆ เล่นกันในเมือง เธอจึงร้องไห้ออกมาจนเป็นที่สังเกตของชาวเมือง หลังจากที่นายกเทศมนตรีและบาทหลวงสามารถเกลี้ยกล่อมให้เธอเล่าความจริงได้ ทางการจึงวางแผนให้เธอกลับไปที่ถ้ำโดยแสร้งทำเป็นว่าเธอหลบหนีไม่สำเร็จ และให้ทหาร 30 นายแอบติดตามไป
เมื่อเกนิปเปอร์เทิงกาหลงเชื่อและยอมออกมาจากถ้ำ เขาจึงถูกทหารจับกุมได้สำเร็จ จากการตรวจค้นในถ้ำพบทรัพย์สินที่ถูกขโมยมา เช่น ไวน์ เนื้อเค็ม ชุดเกราะ อาวุธ และเหรียญกษาปณ์ ซึ่งประเมินมูลค่าขั้นต่ำได้ถึง 70,000 กูลเดน (Gulden)
บันทึกระบุว่าเกนิปเปอร์เทิงกามีไดอารี่ที่จดรายละเอียดการฆาตกรรมผู้คน 964 ราย และเขายอมรับสารภาพว่าหากเขาสังหารครบ 1,000 ราย เขาจะเลิกฆ่าและเลิกใช้มนตร์ดำเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบด้วยทรัพย์สินที่ปล้นมาได้
ในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1581 เขาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการ หักล้อ (Breaking on the wheel) โดยกล่าวกันว่าเขาต้องทนทุกข์ทรมานจากการทรมานเป็นเวลา 9 วันก่อนจะเสียชีวิต
การวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์
นักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าตัวตนของเกนิปเปอร์เทิงกาอาจเป็นเรื่องแต่ง เนื่องจากเหตุการณ์ที่รุนแรงและน่าสยดสยองเช่นนี้ไม่ปรากฏในบันทึกท้องถิ่นร่วมสมัยอื่นๆ เลย หลักฐานเดียวที่มีคือแผ่นพับที่ตีพิมพ์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่งอ้างอิงมาจากงานของคาสปาร์ เฮอร์เบอร์ เพียงคนเดียว นอกจากนี้ ในยุคนั้นมีการแพร่กระจายของเรื่องเล่าเกี่ยวกับโจรป่าที่ฆ่าคนจำนวนมากในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมักถูกใช้เพื่อสร้างความหวาดกลัวหรือเป็นอุทาหรณ์ทางศีลธรรม
คำถามที่พบบ่อย
คริสต์มัน เกนิปเปอร์เทิงกา คือใคร?
เขาถูกระบุว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องและโจรป่าชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 16 ที่กล่าวกันว่าสังหารคนไปเกือบ 1,000 ราย
เกนิปเปอร์เทิงกามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่?
ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ เนื่องจากหลักฐานส่วนใหญ่มาจากแผ่นพับและบันทึกเพียงแหล่งเดียว ไม่พบในบันทึกทางการของท้องถิ่นในยุคนั้น
เขาถูกจับกุมได้อย่างไร?
เขาถูกจับได้โดยการวางแผนของทางการเมืองเบิร์กเคสเซล โดยใช้หญิงสาวที่เขาลักพาตัวมาเป็นสายลับล่อให้เขาออกมาจากถ้ำกบดาน
เขาถูกประหารชีวิตด้วยวิธีใด?
เขาถูกประหารชีวิตด้วยการหักล้อ (Breaking on the wheel) ซึ่งเป็นวิธีการประหารที่ทรมานอย่างมากในสมัยนั้น

