← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โรงเรียนภาษาศาสตร์โคลัมเบีย แนวคิดเชิงหน้าที่และเชิงประจักษ์

สรุปใจความสำคัญ

  • การวิเคราะห์ของโรงเรียนโคลัมเบียยึดตามข้อมูลเชิงประจักษ์ (Corpora) ไม่ใช่การสร้างประโยคสมมติ
  • หน้าที่หลักของภาษาคือการสื่อสาร และเป็นตัวกำหนดรูปแบบทางไวยากรณ์
  • ใช้หน่วยคำ (Morpheme) เป็นหน่วยพื้นฐานของภาษาเพื่อเชื่อมโยงกับสัญศาสตร์
  • เชื่อว่าสัญญะหนึ่งตัวมีความหมายเดียว (Gesamtbedeutung) แต่สามารถส่งสารที่แตกต่างกันได้ตามบริบท

โรงเรียนภาษาศาสตร์โคลัมเบีย คือกลุ่มนักภาษาศาสตร์ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับภาษาในเชิงหน้าที่ (Functional) และเชิงประจักษ์ (Empirical) อย่างเข้มข้น โดยเชื่อว่าหน้าที่หลักของภาษาคือ การสื่อสาร และข้อเท็จจริงนี้เองที่เป็นตัวกำหนดทิศทางในการสร้างสมมติฐานทางไวยากรณ์และข้อจำกัดของรูปแบบสมมติฐานเหล่านั้น

แนวทางและระเบียบวิธีวิจัย

การวิเคราะห์ทางภาษาศาสตร์ของโรงเรียนโคลัมเบียจะยึดตามข้อมูลที่สังเกตได้จริง เช่น คลังข้อมูลทางภาษา (Corpora) ซึ่งประกอบด้วยข้อความหรือเสียงบันทึก แทนที่จะใช้ตัวอย่างประโยคที่สร้างขึ้นเองตามความรู้สึก (Introspective ad hoc examples) แนวทางนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่ทฤษฎีเดี่ยว แต่เป็นชุดของทิศทางที่นักวิชาการใช้ในการวิเคราะห์การกระทำทางการพูด (Speech acts) เพื่ออธิบายว่าเหตุใดภาษาจึงมีรูปแบบดังที่ปรากฏ ซึ่งเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ก่อตั้งโดย วิลเลียม ไดเวอร์ (William Diver) ผู้สอนภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียจนกระทั่งเกษียณในปี 1989

ความแตกต่างจากแนวทางอื่น

เป้าหมายของโรงเรียนโคลัมเบียมีความถ่อมตัวมากกว่าโรงเรียนอื่น แต่ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าเชื่อถือมากกว่า เนื่องจากอ้างอิงจากข้อมูลที่เป็นวัตถุวิสัย (Objective data) แทนที่จะเป็นเอนทิตีทางจิตใจหรือทางปรัชญา โดยมีความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ทางภาษาศาสตร์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และควรหลีกเลี่ยงการด่วนสรุปเกี่ยวกับหน้าที่การทำงานของจิตใจจนกว่าจะมีภาษาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือกว่านี้เกิดขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการมอง คณิตศาสตร์ โรงเรียนโคลัมเบียไม่ได้มองว่าภาษาคือตรรกะหรือคณิตศาสตร์ แต่ใช้คณิตศาสตร์เป็น เครื่องมือ ในการวิเคราะห์และสรุปผล โดยการนับและเปรียบเทียบจำนวนการปรากฏของปรากฏการณ์ต่างๆ แล้วใช้เกณฑ์ทางสถิติเพื่อหาเหตุผลของการใช้งาน แทนที่จะพยายามสร้างกฎเพื่อสร้างประโยคที่ "ถูกต้องตามไวยากรณ์" ทั้งหมด

หน่วยพื้นฐานและสัญศาสตร์

หน่วยพื้นฐานของภาษาในมุมมองของ CSL คือ หน่วยคำ (Morpheme) ซึ่งเป็นหน่วยที่มีความหมายเล็กที่สุด และถือเป็น สัญญะ (Sign) ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้ร่วมกับสาขาวิชาย่อยของสัญศาสตร์ (Semiotics) ทั้งหมด การใช้สัญญะเป็นหน่วยพื้นฐานทำให้ CSL สามารถเปรียบเทียบภาษาพูดหรือภาษามือกับรูปแบบการสื่อสารอื่นๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล ตั้งแต่ไอดีโอแกรม (Ideograms) ไปจนถึงโน้ตดนตรี หรือแม้แต่การเต้นของผึ้ง

อรรถศาสตร์ (Semantics)

แนวทางที่ก้าวหน้าของ CSL ในเรื่องความหมายคือ การไม่สมมติว่ามี "สากลทางอรรถศาสตร์" (Semantic universals) แต่เชื่อว่าสัญญะทางภาษาแต่ละตัวมีความหมายที่แตกต่างจากสัญญะอื่นในทุกภาษา แม้ความหมายจะคล้ายกันแต่จะไม่เหมือนกันทุกประการ และสมมติว่าสัญญะหนึ่งตัวมีความหมายเดียว (Gesamtbedeutung) ซึ่งสามารถส่งสารที่หลากหลายได้

ตัวอย่างเช่น คำว่า "with" ในภาษาอังกฤษ นักภาษาศาสตร์ทั่วไปอาจมองว่ามีความหมายหลายอย่าง (เช่น ใช้เป็นเครื่องมือ, การต่อสู้, หรือการแบ่งปัน) แต่ CSL มองว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ความหมายของคำว่า "with" แต่เป็น สาร (Message) ของวลีที่เปลี่ยนไปตามคำกริยาและคำนามที่มาประกอบ เช่น คำว่า "struggle with your enemies" สารที่สื่อถึงการเป็นศัตรูเกิดจากคำว่า "struggle" และ "enemies" ไม่ใช่จากคำว่า "with" เอง

ไวยากรณ์ (Syntax) และสัทวิทยา (Phonology)

ในด้านไวยากรณ์ CSL ไม่พยายามสร้างอัลกอริทึมเพื่อสร้างประโยคทั้งหมด เพราะมองว่าไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างประโยคที่ "ถูกต้อง" และ "ไม่ถูกต้อง" ตามไวยากรณ์ เนื่องจากประโยคที่ดูเหมือนไม่ถูกต้องอาจมีประโยชน์และสื่อสารได้ในบริบทที่เหมาะสม

ในด้านสัทวิทยา CSL จะไม่กำหนดเอนทิตี เช่น คุณลักษณะแบบไบนารี (Binary features) เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีหน้าที่ในการสื่อสารจริง โดยเชื่อว่าข้อความทางภาษาไม่จำเป็นต้องประกอบด้วยรหัสไบนารีเสมอไป

คำถามที่พบบ่อย

โรงเรียนภาษาศาสตร์โคลัมเบียแตกต่างจากแนวทางอื่นอย่างไร?

แตกต่างที่การเน้นข้อมูลเชิงประจักษ์จากคลังข้อมูลจริง แทนการใช้สัญชาตญาณหรือกฎทางตรรกะ และมองว่าภาษาคือเครื่องมือสื่อสารมากกว่าจะเป็นระบบตรรกะทางคณิตศาสตร์

แนวคิดเรื่องความหมาย (Semantics) ของ CSL คืออะไร?

CSL เชื่อว่าสัญญะทางภาษาแต่ละตัวมีความหมายเดียวที่คงที่ แต่สาร (Message) ที่สื่อออกมาจะเปลี่ยนแปลงไปตามคำรอบข้างและบริบทแวดล้อม

ทำไม CSL ถึงไม่พยายามสร้างกฎไวยากรณ์ที่ตายตัว?

เพราะ CSL มองว่าไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างประโยคที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามไวยากรณ์ โดยประโยคที่ดูเหมือนไม่ถูกต้องอาจสื่อสารได้มีประสิทธิภาพในบางบริบท