← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ดัชนีราคาผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร

สรุปใจความสำคัญ

  • CPIH เป็นมาตรวัดหลักของอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2017
  • เป้าหมายเงินเฟ้อของรัฐบาลสหราชอาณาจักรถูกกำหนดไว้ที่ 2% โดยใช้ดัชนี CPI
  • RPI เป็นดัชนีแบบดั้งเดิมที่สูญเสียสถานะสถิติแห่งชาติในปี 2013 เนื่องจากข้อบกพร่องทางระเบียบวิธีวิจัย
  • การคำนวณดัชนีใช้ตะกร้าสินค้าตัวแทนประมาณ 700 รายการ และเก็บข้อมูลราคา 180,000 รายการต่อเดือน

ดัชนีราคาผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรเป็นชุดของดัชนีราคาอย่างเป็นทางการที่จัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ (Office for National Statistics - ONS) เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนซื้อในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้หลักของอัตราเงินเฟ้อในประเทศ

กราฟแสดงแนวโน้มดัชนีราคาผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร
ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร

ดัชนีหลักที่ใช้ในการวัดผล

ปัจจุบันสหราชอาณาจักรใช้ดัชนีหลัก 3 ประเภท เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน:

  • Consumer Prices Index (CPI): ดัชนีที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานสากล ใช้เป็นเกณฑ์หลักสำหรับเป้าหมายเงินเฟ้อของรัฐบาล ซึ่งกำหนดไว้ที่ 2% ต่อปี
  • Consumer Prices Index including owner occupiers' housing costs (CPIH): ดัชนีที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยของผู้เป็นเจ้าของบ้านและภาษีสภา (Council Tax) โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2017 ONS ได้กำหนดให้ CPIH เป็นมาตรวัดหลักของอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร
  • Retail Prices Index (RPI): ดัชนีแบบดั้งเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1947 แม้จะยังมีการใช้ในสัญญาบางประเภท เช่น พันธบัตรรัฐบาลที่เชื่อมโยงกับดัชนี และการปรับค่าโดยสารรถไฟ แต่ RPI ถูกลดสถานะจากการเป็นสถิติแห่งชาติในปี 2013 เนื่องจากมีข้อบกพร่องทางระเบียบวิธีวิจัยที่ทำให้ค่าที่ได้สูงเกินจริง (Upward Bias)

กลไกการทำงานและเป้าหมายทางนโยบาย

CPI และ CPIH คำนวณจาก "ตะกร้าสินค้า" (Basket of goods) ซึ่งประกอบด้วยสินค้าและบริการตัวแทนประมาณ 700 รายการ โดยมีการเก็บข้อมูลราคาประมาณ 180,000 รายการต่อเดือนจากร้านค้าและช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ

ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) มีหน้าที่รักษาอัตราเงินเฟ้อ CPI ให้ใกล้เคียงกับเป้าหมาย 2% หากอัตราเงินเฟ้อเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายมากกว่า 1% ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษจะต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Chancellor of the Exchequer) เพื่ออธิบายสาเหตุและแนวทางการแก้ไขของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee - MPC)

ข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักร
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และสถิติการวัดอัตราเงินเฟ้อ

วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์

ยุคเริ่มต้นและ RPI

สถิติราคาผู้บริโภคสมัยใหม่ของสหราชอาณาจักรมีรากฐานมาจาก RPI ซึ่งพัฒนามาจากดัชนีที่ออกแบบมาเพื่อชดเชยค่าครองชีพให้แก่คนงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีการเผยแพร่ประมาณการเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนมกราคม 1956

ในช่วงทศวรรษ 1970 สหราชอาณาจักรเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง โดย RPI พุ่งสูงถึงประมาณ 24% ในปี 1975 ซึ่งนำไปสู่วิกฤตค่าเงินปอนด์ในปี 1976 และความไม่สงบทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา

การเปลี่ยนผ่านสู่ CPI

ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 สหราชอาณาจักรได้นำดัชนีราคาผู้บริโภคที่ประสานกัน (Harmonised Index of Consumer Prices - HICP) มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น CPI ในปี 2003

ในปี 2004 รัฐบาลได้เปลี่ยนเป้าหมายเงินเฟ้อจากการใช้ RPIX (RPI ที่ไม่รวมค่าดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน) มาเป็น CPI ที่ระดับ 2% เพื่อให้มีความแม่นยำและเป็นสากลมากขึ้น

การนำ CPIH มาใช้

ONS เริ่มนำ CPIH มาใช้ในเดือนมีนาคม 2013 เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญของครัวเรือน แม้จะมีการระงับสถานะสถิติแห่งชาติชั่วคราวในปี 2014 เพื่อปรับปรุงวิธีการประมวลผลข้อมูลค่าเช่าบ้าน แต่สถานะดังกล่าวได้รับการคืนกลับมาในวันที่ 31 กรกฎาคม 2017

คำถามที่พบบ่อย

ความแตกต่างระหว่าง CPI และ CPIH คืออะไร?

CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภคมาตรฐานที่ใช้กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อของรัฐบาล ส่วน CPIH คือดัชนีที่ขยายขอบเขตจาก CPI โดยรวมค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยของผู้เป็นเจ้าของบ้าน (Owner occupiers' housing costs) และภาษีสภา (Council Tax) เข้าไปด้วย

ทำไม RPI ถึงไม่ได้รับความนิยมในการใช้เป็นสถิติหลักอีกครั้ง?

เนื่องจาก ONS และหน่วยงานสถิติพบว่า RPI มีข้อบกพร่องทางระเบียบวิธีวิจัยที่สำคัญ โดยเฉพาะการใช้สูตรคำนวณที่ทำให้ค่าเงินเฟ้อสูงเกินจริง (Upward Bias) จึงแนะนำให้ใช้ CPIH หรือ CPI แทน

จะเกิดอะไรขึ้นหากอัตราเงินเฟ้อ CPI เบี่ยงเบี่ยงเบนจากเป้าหมาย 2%?

หากอัตราเงินเฟ้อเบี่ยงเบนเกิน 1% (ต่ำกว่า 1% หรือสูงกว่า 3%) ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษจะต้องส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่ออธิบายสาเหตุและแนวทางจัดการของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC)