← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โรคครูป อาการและการรักษาการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบนของเด็ก

สรุปใจความสำคัญ

  • โรคครูปมักเกิดจากเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซา และพบบ่อยที่สุดในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี
  • อาการเด่นคือการไอเสียงก้องคล้ายสุนัขเห่า และมีเสียงหายใจเข้าดัง (Stridor)
  • การรักษาหลักคือการใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดการบวมของทางเดินหายใจส่วนบน
  • สามารถป้องกันได้บางส่วนด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และโรคคอตีบ

โรคครูป (Croup) หรือที่รู้จักกันในชื่อ croupy cough เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่มักเกิดจากเชื้อไวรัส ส่งผลให้เกิดการบวมของเนื้อเยื่อภายในหลอดลม (Trachea) ซึ่งขัดขวางการหายใจตามปกติ และทำให้เกิดอาการที่เป็นเอกลักษณ์คือ การไอเสียงก้องคล้ายสุนัขเห่า (Barking cough) เสียงหายใจเข้าที่มีเสียงดัง (Inspiratory stridor) และเสียงแหบ

ภาพเอกซเรย์ส่วนคอแสดงอาการของโรคครูป
ภาพเอกซเรย์แสดงลักษณะการตีบแคบของหลอดลมส่วนบน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคครูป

ลักษณะอาการของโรค

อาการของโรคครูปมักจะเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ต่ำๆ และน้ำมูกไหล จากนั้นจะพัฒนาไปสู่อาการทางเดินหายใจที่รุนแรงขึ้น โดยมักจะมีอาการแย่ลงในช่วงกลางคืนและคงอยู่ประมาณ 1-2 วัน

  • การไอเสียงก้อง: เสียงไอที่มีลักษณะคล้ายสุนัขเห่าหรือเสียงร้องของแมวน้ำ
  • เสียงหายใจเข้า (Stridor): เสียงดังขณะหายใจเข้า ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อเด็กมีความวิตกกังวลหรือร้องไห้ หากได้ยินเสียงนี้แม้ในขณะที่เด็กพักผ่อน อาจบ่งชี้ถึงการตีบแคบของทางเดินหายใจในระดับวิกฤต
  • เสียงแหบ: เกิดจากการบวมของกล่องเสียง
  • อาการหายใจลำบาก: ในรายที่รุนแรงอาจพบการดึงรั้งของกล้ามเนื้อหน้าอกขณะหายใจ (Chest wall indrawing)

สาเหตุของการเกิดโรค

สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคครูปเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่ในบางกรณีที่พบได้น้อยอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

การติดเชื้อไวรัส (Viral Croup)

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะเชื้อ พาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza virus) ชนิดที่ 1 และ 2 ซึ่งพบได้ถึง 75% ของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้ออินฟลูเอนซา เอ และ บี (Influenza A and B), หัด (Measles), อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus)

การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Croup)

พบได้น้อยกว่าและมักมีความรุนแรงมากกว่า ตัวอย่างเช่น โรคคอตีบ (Laryngeal diphtheria) ที่เกิดจากเชื้อ Corynebacterium diphtheriae หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในหลอดลม (Bacterial tracheitis) ซึ่งมักเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนหลังจากติดเชื้อไวรัส โดยเชื้อที่พบบ่อย ได้แก่ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pneumoniae

พยาธิสรีรวิทยา

เมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัส จะทำให้เกิดการอักเสบและบวมของกล่องเสียง (Larynx), หลอดลม (Trachea) และหลอดลมฝอยขนาดใหญ่ เนื่องจากการแทรกซึมของเซลล์เม็ดเลือดขาว การบวมนี้ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ส่งผลให้เกิดการไหลของอากาศที่ปั่นป่วนและทำให้เกิดเสียงดังขณะหายใจเข้าที่เรียกว่า Stridor

การวินิจฉัยและการประเมิน

แพทย์มักวินิจฉัยโรคครูปจากอาการทางคลินิกเป็นหลัก โดยขั้นตอนสำคัญคือการแยกโรคที่มีอาการคล้ายกันแต่รุนแรงกว่า เช่น ฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ (Epiglottitis) หรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ

ในบางกรณีอาจมีการเอกซเรย์ส่วนคอ ซึ่งอาจพบลักษณะที่เรียกว่า "Steeple sign" หรือลักษณะหลอดลมที่ตีบแคบลงจนดูเหมือนยอดโบสถ์ อย่างไรก็ตาม ลักษณะนี้ไม่พบในผู้ป่วยทุกรายและไม่ใช่เครื่องมือหลักในการวินิจฉัย

การรักษา

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถดูแลรักษาที่บ้านได้ด้วยการประคับประคองอาการ แต่ในรายที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์:

  • ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroids): มักให้ยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) ทางปากเพียงโดสเดียวเพื่อลดการบวมของทางเดินหายใจ
  • ยาเอพิเนฟริน (Epinephrine): ในรายที่รุนแรง แพทย์อาจให้ยาเอพิเนฟรินแบบพ่นละอองฝอยเพื่อลดอาการบวมอย่างรวดเร็ว
  • การดูแลประคับประคอง: การทำให้เด็กสงบและลดความเครียด เนื่องจากความตื่นตระหนกจะทำให้อาการ Stridor รุนแรงขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

โรคครูปแตกต่างจากหวัดธรรมดาอย่างไร?

โรคครูปมีอาการเด่นคือการไอเสียงก้องคล้ายสุนัขเห่าและมีเสียงหายใจเข้าดัง (Stridor) ซึ่งไม่พบในหวัดธรรมดา และมักมีอาการรุนแรงขึ้นในช่วงกลางคืน

เมื่อไหร่ที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันที?

ควรพบแพทย์ทันทีหากเด็กมีอาการหายใจลำบาก มีเสียงหายใจเข้าดังแม้ในขณะพัก มีผิวหนังหรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ (Cyanosis) หรือมีอาการซึมลง

โรคครูปสามารถรักษาหายได้เองหรือไม่?

Lผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถหายได้เองด้วยการดูแลประคับประคอง แต่หากมีอาการปานกลางถึงรุนแรงจำเป็นต้องได้รับยาสเตียรอยด์เพื่อลดการบวมของทางเดินหายใจ