← กลับไปยังบทความทั้งหมด

คเทนิโอเจนีส สัตว์เลื้อยคลานครึ่งบกครึ่งน้ำยุคจูแรสซิก

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นสัตว์เลื้อยคลานในกลุ่มโชริสโตเดรา (Choristodera) ที่มีลักษณะพื้นฐานที่สุด (basal most)
  • มีลักษณะเด่นคือหัวยาวเรียวและมีฟันรูปกรวย เหมาะสำหรับการกินปลาและแมลง
  • พบฟอสซิลกระจายตัวอยู่ในอเมริกาเหนือ ยุโรป และอาจรวมถึงเอเชียกลาง
  • มีขนาดตัวเล็ก ความยาวประมาณ 25-50 เซนติเมตร

คเทนิโอเจนีส (Cteniogenys) เป็นสกุลของสัตว์เลื้อยคลานในกลุ่มโชริสโตเดรา (Choristodera) ซึ่งเป็นกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานที่มีความหลากหลายทางสัณฐานวิทยาและปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตในน้ำ โดยคเทนิโอเจนีสถูกจัดให้อยู่ในวงศ์ Cteniogenidae ซึ่งเป็นวงศ์ที่มีเพียงสกุลเดียว (monotypic family)

สายพันธุ์ที่ได้รับการตั้งชื่อและเป็นสายพันธุ์ต้นแบบคือ Cteniogenys antiquus ซึ่งได้รับการตั้งชื่อในปี ค.ศ. 1928 โดยนักบรรพชีวินวิทยา ชาร์ลส์ ดับเบิลยู. กิลมอร์ (Charles W. Gilmore) โดยตัวอย่างฟอสซิลต้นแบบ (Holotype) รหัส VP.001088 ถูกเก็บรวบรวมจากชั้นหินมอร์ริสัน (Morrison Formation) บริเวณโคโม บลัฟฟ์ (Como Bluff) รัฐไวโอมิงง ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1881 โดย วิลเลียม เอช. รีด (William H. Reed)

ฟอสซิลส่วนกรามของ Cteniogenys
ตัวอย่างฟอสซิลส่วนกรามของคเทนิโอเจนีสที่แสดงให้เห็นลักษณะฟันรูปกรวย

ลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรม

คเทนิโอเจนีสมีขนาดตัวค่อนข้างเล็ก โดยมีความยาวประมาณ 25 ถึง 50 เซนติเมตร และคาดว่ามีน้ำหนักไม่เกิน 500 กรัม ลักษณะเด่นที่สุดคือส่วนกะโหลกที่มีลักษณะยาวและเรียว พร้อมด้วยขากรรไกรที่มีฟันรูปกรวยจำนวนมาก ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมาะสมสำหรับการจับเหยื่อที่มีความลื่น

ในด้านอาหาร คาดว่าคเทนิโอเจนีสที่อาศัยอยู่ในชั้นหินมอร์ริสันจะกินแมลงและปลาขนาดเล็กเป็นอาหารหลัก โดยพบฟอสซิลส่วนใหญ่ในแหล่งน้ำจืด เช่น แม่น้ำและบึง แม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่พบได้ทั่วไปในระบบนิเวศขณะนั้น แต่ฟอสซิลของมันกลับพบได้ยากในชั้นหินมอร์ริสัน (พบเพียง 60 ตัวอย่างจากสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมดกว่า 2,800 ตัวอย่าง) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความลำเอียงในการรักษาสภาพฟอสซิล (preservation bias) เนื่องจากสัตว์ขนาดเล็กมักจะถูกทำลายได้ง่ายกว่าสัตว์ขนาดใหญ่ในสภาพแวดล้อมบนบก

การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์

มีการค้นพบฟอสซิลของคเทนิโอเจนีสในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งบ่งบอกถึงการกระจายตัวที่กว้างขวางในช่วงยุคจูแรสซิก ได้แก่:

  • สหราชอาณาจักร: พบในชั้นหิน Forest Marble และ Kilmaluag ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงจูแรสซิกตอนกลาง (Bathonian)
  • โปรตุเกส: พบในชั้นหิน Alcobaça ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงจูแรสซิกตอนปลาย (Kimmeridgian)
  • อเมริกาเหนือ: พบในชั้นหินมอร์ริสัน (Morrison Formation) ในช่วงจูแรสซิกตอนปลาย

นอกจากนี้ ยังมีการพบซากฟอสซิลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่ยังไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้อย่างแน่ชัดในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น คีร์กีซสถาน (ชั้นหิน Balabansai), ไซบีเรียตะวันตก (ชั้นหิน Itat) และฝรั่งเศส (Angeac-Charente bonebed)

ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับฟอสซิลในยุคครีเทเชียส

ในช่วงแรกมีการระบุว่าชิ้นส่วนกะโหลกและขากรรไกรจากชั้นหิน Oldman และ Dinosaur Park ในประเทศแคนาดาเป็นของคเทนิโอเจนีส (Gao and Fox, 1998) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีช่องว่างทางเวลาที่ห่างกันมาก นักบรรพชีวินวิทยาในเวลาต่อมา (Gao et al., 2005 และ Matsumoto et al., 2009) จึงให้ความเห็นว่าซากเหล่านี้อาจเป็นของสัตว์เลื้อยคลานในกลุ่มโชริสโตเดราสกุลอื่นที่ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อ และไม่ใช่คเทนิโอเจนีส

อนุกรมวิธานและการจัดจำแนก

เมื่อครั้งที่กิลมอร์ตั้งชื่อสกุลนี้ในปี ค.ศ. 1928 เขาได้บรรยายลักษณะเบื้องต้นว่าอาจเป็นกิ้งก่าหรือแม้แต่กบ เนื่องจากหลักฐานที่มีในขณะนั้นเป็นเพียงส่วนขากรรไกรล่าง ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 ซูซาน อี. อีแวนส์ (Susan E. Evans) ได้ทำการจัดจำแนกใหม่หลังจากมีการค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมจากยุโรป และระบุว่าคเทนิโอเจนีสเป็นสัตว์เลื้อยคลานในกลุ่มโชริสโตเดราในยุคแรกเริ่ม

จากการวิเคราะห์ทางสายวิวัฒนาการ (Phylogenetic analysis) พบว่าคเทนิโอเจนีสเป็นกลุ่มที่มีลักษณะพื้นฐานที่สุด (basal most) ของโชริสโตเดรา ซึ่งหมายความว่ามันเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แรก ๆ ที่แยกตัวออกมาจากบรรพบุรุษร่วมของกลุ่มนี้

คำถามที่พบบ่อย

คเทนิโอเจนีสคืออะไร?

คเทนิโอเจนีส (Cteniogenys) เป็นสัตว์เลื้อยคลานน้ำจืดขนาดเล็กในกลุ่มโชริสโตเดรา (Choristodera) ที่อาศัยอยู่ในยุคจูแรสซิก มีลักษณะเด่นคือหัวยาวเรียวและกินปลาขนาดเล็กเป็นอาหาร

คเทนิโอเจนีสอาศัยอยู่ที่ไหนในยุคจูแรสซิก?

พบฟอสซิลของมันในแหล่งน้ำจืด เช่น แม่น้ำและบึง โดยมีการกระจายตัวกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา (รัฐไวโอมิง), สหราชอาณาจักร และโปรตุเกส

ทำไมฟอสซิลของคเทนิโอเจนีสถึงพบได้ยาก?

เนื่องจากมันเป็นสัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งซากของมันมักจะถูกทำลายได้ง่ายกว่าสัตว์ขนาดใหญ่ในสภาพแวดล้อมบนบก ทำให้เกิดความลำเอียงในการรักษาสภาพฟอสซิล (preservation bias)