ซิดาลิสและเซเทอร์ บัลเล่ต์ผลงานชิ้นเอกของกาเบรียล ปีแยร์เน
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นบัลเล่ต์สององก์ประพันธ์โดย Gabriel Pierné เปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ที่ Paris Opera ในปี 1923
- ดนตรีผสมผสานระหว่างสไตล์อิมเพรสชันนิสม์ นีโอคลาสสิก และนีโอบารอก
- เคยถูกวางแผนให้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ Fantasia ของ Walt Disney ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยผลงานของ Beethoven
- มีการใช้ฮาร์ปซิคอร์ดในองก์ที่ 2 ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในยุคนั้น
Cydalise et le Chèvre-pied (ภาษาฝรั่งเศส: Cydalise et le Chèvre-pied แปลว่า "ซิดาลิสและเท้าแพะ" หรือ "ซิดาลิสและเซเทอร์") เป็นบัลเล่ต์สององก์ที่ออกแบบท่าเต้นโดย เลโอ สตาทส์ (Léo Staats) และประพันธ์ดนตรีโดย กาเบรียล ปีแยร์เน (Gabriel Pierné) บทบัลเล่ต์เขียนโดย กาสตง อาร์มาน เดอ ไกยาเวต (Gaston Arman de Caillavet) และ โรแบร์ เดอ เฟลอร์ส (Robert de Flers) โดยดัดแปลงมาจากผลงานเรื่อง Lettre d'un satyre ของ เรมี เดอ กูร์มง (Remy de Gourmont)
แม้ว่าผลงานชิ้นนี้จะถูกประพันธ์ขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1914 ถึง 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1915 แต่การเปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ที่โรงโอเปร่าปารีส (Paris Opera) ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสถานการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนกระทั่งได้เปิดแสดงจริงในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1923 จุดเด่นประการหนึ่งของผลงานนี้คือการใช้คำว่า "chèvre-pied" (เท้าแพะ) เพื่อสื่อถึงเซเทอร์ (Satyr) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่พบในบทประพันธ์ชิ้นนี้
ลักษณะทางดนตรีและรูปแบบ
ดนตรีใน Cydalise et le Chèvre-pied ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของปีแยร์เน โดยมีรากฐานมาจากดนตรีในยุคอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) แต่ยังมีการผสมผสานองค์ประกอบของดนตรีโรแมนติก (Romanticism), นีโอคลาสสิก (Neoclassicism) และนีโอบารอก (Neo-Baroque) เข้าไว้ด้วยกัน
โครงสร้างของบทเพลง
ผลงานชิ้นนี้แบ่งออกเป็นสององก์ โดยมีรายละเอียดของฉาก (Tableaux) ดังนี้:
- องก์ที่ 1 (Act I): ประกอบด้วยฉากที่ 1 ซึ่งมีบทเพลงสำคัญ เช่น Danse des Dryades, L'École des Ægipans (โรงเรียนของเหล่าเอจิแพน) และ La Leçon de flûte de Pan (บทเรียนขลุ่ยของแพน)
- องก์ที่ 2 (Act II): แบ่งเป็นฉากที่ 2 และ 3 โดยฉากที่ 2 เน้นการเปิดตัวตัวละครสำคัญอย่าง สไทแร็กซ์ (Styrax) และ ซิดาลิส (Cydalise) ส่วนฉากที่ 3 เป็นบทสรุปของเรื่องราว
หนึ่งในบทเพลงที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ L'École des Ægipans หรือที่รู้จักในชื่อ "The Entry of the Little Fauns" ซึ่งมักถูกนำมาบรรเลงแยกเป็นเอกเทศในคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก
สไตล์และอิทธิพลทางดนตรี
ปีแยร์เนใช้โหมด (Modes) และการประสานเสียงที่หรูหราซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีอิมเพรสชันนิสม์ ฉากเปิดเรื่องที่เป็นภาพพระจันทร์ขึ้นพร้อมกับเสียงประสานเสียงที่ไม่มีคำร้อง มีเทคนิคที่คล้ายคลึงกับผลงาน Daphnis et Chloé ของ มอริซ ราเวล (Maurice Ravel) อย่างไรก็ตาม Cydalise มีความแตกต่างตรงที่ยังคงยึดถือรูปแบบการประพันธ์เพลงเป็นท่อนสั้นๆ และมีโครงสร้างที่ปิดชัดเจน
นอกจากนี้ ผลงานชิ้นนี้ยังมีการอ้างอิงถึงสไตล์ดนตรียุคคลาสสิกและบารอก โดยมีการใช้กลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind) ที่โดดเด่น โดยเฉพาะฟลุตและปิคโคโล รวมถึงการใช้ฮาร์ปซิคอร์ด (Harpsichord) ในองก์ที่ 2 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พบได้ยากในดนตรีร่วมสมัยของยุคนั้น
การบันทึกเสียงและสื่อ
มีการบันทึกเสียงผลงานชิ้นนี้ในหลายรูปแบบ เช่น:
- ค.ศ. 1976: บันทึกเสียง Orchestra suites หมายเลข 1 และ 2 โดย Paris Opera ภายใต้การอำนวยเพลงของ Jean-Baptiste Mari (EMI Classics)
- ค.ศ. 2001: บันทึกเสียงฉบับเต็มโดย Luxembourg Philharmonic Orchestra ภายใต้การอำนวยเพลงของ David Shallon (Timpani Records)
ความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมร่วมสมัย
ในประวัติศาสตร์การสร้างภาพยนตร์เรื่อง Fantasia (ค.ศ. 1940) ของวอลต์ ดิสนีย์ (Walt Disney) เดิมทีมีการวางแผนที่จะนำเพลงจาก Cydalise et le Chèvre-pied มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ร่วมกับผลงานของเบโธเฟนและสตราวินสกี แต่ในขั้นตอนการเขียนบทช่วงสุดท้าย เพลงชิ้นนี้ถูกตัดออกและถูกแทนที่ด้วยส่วนหนึ่งจาก Pastoral Symphony ของ ลุดวิก ฟัน เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) แทน
คำถามที่พบบ่อย
Cydalise et le Chèvre-pied คืออะไร?
เป็นบัลเล่ต์สององก์ที่ประพันธ์ดนตรีโดย Gabriel Pierné โดยมีเนื้อเรื่องดัดแปลงมาจาก Lettre d'un satyre ของ Remy de Gourmont
ทำไมการแสดงรอบปฐมทัศน์ถึงล่าช้า?
เนื่องจากสถานการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้การเปิดแสดงที่โรงโอเปร่าปารีสต้องเลื่อนจากปี 1915 ไปเป็นปี 1923
ลักษณะเด่นของดนตรีในเรื่องนี้คืออะไร?
มีการใช้ท่วงทำนองแบบอิมเพรสชันนิสม์ ผสมผสานกับองค์ประกอบของดนตรียุคบารอกและคลาสสิก รวมถึงการใช้เครื่องดนตรีอย่างฮาร์ปซิคอร์ด
เพลงท่อนใดในบัลเล่ต์เรื่องนี้ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด?
เพลง L'École des Ægipans หรือ The Entry of the Little Fauns ซึ่งมักถูกนำมาบรรเลงแยกเป็นเพลงเดี่ยวในคอนเสิร์ต
