โรคระบาดแห่งการเต้นรำ ปรากฏการณ์คลั่งเต้นรำในยุโรปยุคกลาง
สรุปใจความสำคัญ
- เกิดขึ้นในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 14-17 โดยมีผู้เข้าร่วมตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักพันคน
- มักถูกเรียกว่า St. Vitus' Dance เนื่องจากความเชื่อในยุคนั้นว่าเกิดจากคำสาปของนักบุญ
- ทฤษฎีสมัยใหม่มองว่าเป็นอาการทางจิตหมู่ (Mass Psychogenic Illness) ที่เกิดจากความเครียดทางสังคมขั้นรุนแรง
- เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองสตราสบูร์กในปี ค.ศ. 1518
โรคระบาดแห่งการเต้นรำ (Dancing mania) หรือที่รู้จักในชื่อ Dancing plague, Choreomania หรือ St. Vitus' Dance เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและสุขภาพที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุโรปภาคพื้นทวีป ระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึง 17 โดยมีลักษณะเด่นคือกลุ่มคนจำนวนมาก ซึ่งบางครั้งมีจำนวนถึงหลายพันคน เต้นรำอย่างบ้าคลั่งและควบคุมตัวเองไม่ได้จนกระทั่งหมดสติจากความเหนื่อยล้า ได้รับบาดเจ็บ หรือในบางกรณีถึงขั้นเสียชีวิต

คำจำกัดความและที่มาของชื่อ
คำว่า "Dancing mania" มีรากศัพท์มาจากคำว่า choreomania ซึ่งมาจากภาษากรีก choros (การเต้นรำ) และ mania (ความบ้าคลั่ง) โดยคำนี้ถูกนำมาใช้โดย Paracelsus แพทย์และนักเล่นแร่แปรธาตุชื่อดังในยุคนั้น
ในสมัยนั้น ผู้คนเชื่อว่าอาการนี้เป็นคำสาปจากนักบุญ โดยเฉพาะนักบุญจอห์น แบปทิสต์ (St. John the Baptist) หรือนักบุญวิตัส (St. Vitus) จึงทำให้ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า "St. Vitus' Dance" หรือ "St. John's Dance" ผู้ที่ประสบอาการมักจะเต้นรำมุ่งหน้าไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อุทิศให้กับนักบุญเหล่านี้เพื่อสวดอ้อนวอนให้การเต้นรำยุติลง
เหตุการณ์การระบาดที่สำคัญ
ปรากฏการณ์นี้มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 แต่การระบาดครั้งใหญ่ที่โดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14 และ 16 ดังนี้:
- ค.ศ. 1374: เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในเมืองอาเคิน (Aachen) จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ปัจจุบันอยู่ในเยอรมนี) ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเมืองโคโลญ, ฟลานเดอร์ส, อิตาลี และดัชชีแห่งลักเซมเบิร์ก
- ค.ศ. 1518: เกิดเหตุการณ์ระบาดครั้งสำคัญในเมืองสตราสบูร์ก (Strasbourg) โดยเริ่มจากผู้หญิงคนหนึ่งเริ่มเต้นรำบนถนน และมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 50 ถึง 400 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่มีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจนที่สุด
- เหตุการณ์อื่นๆ: ในปี ค.ศ. 1278 มีรายงานว่าคนประมาณ 200 คนเต้นรำบนสะพานข้ามแม่น้ำเมิซ (River Meuse) จนสะพานพังทลายลง
การวิเคราะห์สาเหตุในมุมมองทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์
ในอดีต การรักษาทำได้เพียงการคาดเดา บางครั้งมีการจ้างนักดนตรีมาบรรเลงเพลงเพื่อให้ผู้ป่วยเต้นรำจนกว่าจะหาย ซึ่งในบางครั้งกลับกลายเป็นการกระตุ้นให้คนอื่นเข้าร่วมมากขึ้น ปัจจุบันนักวิชาการยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับสาเหตุ แต่มีทฤษฎีที่น่าสนใจดังนี้:
1. อาการทางจิตหมู่ (Mass Psychogenic Illness)
ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือเป็นรูปแบบหนึ่งของ Mass psychogenic illness หรือโรคทางจิตที่เกิดจากความเครียดสะสมในสังคม เช่น ความอดอยาก โรคระบาด (เช่น กาฬโรค) และความเชื่อทางศาสนาที่รุนแรง ทำให้เกิดการแสดงออกทางร่างกายโดยไม่มีสาเหตุทางกายภาพที่ชัดเจน
2. สาเหตุทางชีวภาพและระบบประสาท
มีการสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับ Sydenham's chorea ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาท หรือการได้รับสารพิษจากเชื้อรา Ergot ในขนมปังไรย์ (Ergotism) ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทและทำให้เกิดอาการชักหรือกล้ามเนื้อกระตุกคล้ายการเต้นรำ อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้ถูกโต้แย้งเนื่องจากอาการของ Ergotism มักทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดจนไม่สามารถเต้นรำต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน
ลักษณะเด่นของปรากฏการณ์
การระบาดมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมเผชิญกับความยากลำบาก ผู้เข้าร่วมมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยผู้เต้นรำมักอยู่ในสภาวะกึ่งหมดสติ ไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเองได้ และจะเต้นต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายจะทนไม่ไหว
คำถามที่พบบ่อย
Dancing Mania คืออะไร?
คือปรากฏการณ์ที่กลุ่มคนจำนวนมากเต้นรำอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ซึ่งเกิดขึ้นในยุโรปยุคกลางจนถึงยุคเรเนซองส์
ทำไมถึงเรียกว่า St. Vitus' Dance?
เพราะในสมัยนั้นเชื่อว่าอาการนี้เป็นคำสาปจากนักบุญวิตัส (St. Vitus) และการไปสวดมนต์ที่โบสถ์ของนักบุญท่านนี้เป็นวิธีเดียวที่จะรักษาให้หายได้
สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร?
ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน แต่ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุดคืออาการทางจิตหมู่ (Mass Psychogenic Illness) ที่เกิดจากความเครียดและความกดดันทางสังคมในยุคนั้น
มีคนเสียชีวิตจากปรากฏการณ์นี้จริงหรือไม่?
มีรายงานว่าผู้เต้นรำบางรายเสียชีวิตจากความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง การบาดเจ็บ หรือภาวะหัวใจล้มเหลวเนื่องจากเต้นรำติดต่อกันเป็นเวลานาน
การใช้ดนตรีรักษาได้ผลหรือไม่?
ในบางกรณีการจ้างนักดนตรีมาบรรเลงเพลงเพื่อหวังให้ผู้ป่วย 'เต้นให้จบ' กลับกลายเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนรอบข้างเกิดอาการคลั่งเต้นรำตามไปด้วยมากขึ้น
