← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โรคสมองเสื่อมชนิดลูวี่บอดี้ (Dementia with Lewy bodies) คืออะไร? อาการและแนวทางรักษา

สรุปใจความสำคัญ

  • โรคสมองเสื่อมชนิดลูวี่บอดี้ (DLB) เกิดจากการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ในสมอง
  • อาการเด่นของ DLB คือการเห็นภาพหลอนทางสายตา การรับรู้ที่ผันผวน และอาการพาร์กินสัน
  • ผู้ป่วย DLB มีความไวต่อยาต้านอาการทางจิต (Antipsychotics) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

โรคสมองเสื่อมชนิดลูวี่บอดี้ (Dementia with Lewy bodies หรือ DLB) เป็นโรคสมองเสื่อมประเภทหนึ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ พฤติกรรม การรับรู้ ความจำ และการเคลื่อนไหว รวมถึงการควบคุมการทำงานของร่างกายโดยอัตโนมัติ โดยความแตกต่างที่สำคัญจากโรคสมองเสื่อมชนิดอื่นคือ การสูญเสียความจำอาจไม่ได้เป็นอาการเริ่มแรกของโรคนี้

ภาพประกอบเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมชนิดลูวี่บอดี้
ลักษณะทางพยาธิวิทยาของโรคสมองเสื่อมชนิดลูวี่บอดี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดจะยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการก่อตัวของกลุ่มโปรตีนที่ผิดปกติในเซลล์ประสาททั่วสมอง ซึ่งเรียกว่า ลูวี่บอดี้ (Lewy bodies) และ ลูวี่นิวไรต์ (Lewy neurites) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิด alpha-synuclein ที่สะสมตัวกันจนกลายเป็นก้อนโปรตีนที่ขัดขวางการทำงานของเซลล์ประสาท ทั้งในระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทอัตโนมัติ

อาการและสัญญาณเตือน

อาการของ DLB มีความหลากหลายและซับซ้อน โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้:

1. ระยะก่อนสมองเสื่อม (Prodromal Phase)

อาการเริ่มแรกอาจปรากฏขึ้น 15 ปีหรือมากกว่านั้นก่อนที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อม โดยมีสัญญาณเตือนที่พบบ่อย ได้แก่:

  • ความผิดปกติของการนอนหลับ (REM sleep behavior disorder - RBD): ผู้ป่วยมักจะแสดงท่าทางตามความฝัน เช่น การดิ้น การเตะ หรือการตะโกนขณะหลับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลายปีหรือหลายทศวรรษก่อนอาการอื่นๆ
  • อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ: เช่น ท้องผูกเรื้อรัง และอาการเวียนศีรษะเมื่อลุกขึ้นยืน (Orthostatic hypotension)
  • การรับรู้กลิ่นลดลง (Hyposmia): ความสามารถในการดมกลิ่นลดลง
  • อาการทางจิตใจ: เช่น ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า

2. อาการหลัก (Core Features)

เมื่อโรคดำเนินไป ผู้ป่วยจะมีอาการเด่นชัดขึ้น ดังนี้:

  • อาการประสาทหลอนทางสายตา (Visual Hallucinations): เห็นภาพหลอนที่ชัดเจนและละเอียด ซึ่งมักจะเป็นคนหรือสัตว์
  • การรับรู้ที่ผันผวน (Fluctuating Cognition): มีช่วงเวลาที่ผู้ป่วยดูเหมือนจะปกติ แต่บางช่วงกลับมีความสับสนหรือตื่นตัวลดลงอย่างมาก
  • อาการพาร์กินสัน (Parkinsonism): เช่น การเคลื่อนไหวช้า ตัวแข็งเกร็ง หรือมีปัญหาในการเดิน

การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัย DLB มักทำได้ยากและมักถูกวินิจฉัยผิดพลาด โดยแพทย์จะใช้การตรวจเลือด การทดสอบทางจิตวิทยาประสาท การสร้างภาพถ่ายทางสมอง (Imaging) และการตรวจการนอนหลับ เพื่อประเมินอาการและหาปัจจัยสนับสนุน

แนวทางการรักษา

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดหรือยารักษาที่หยุดยั้งการดำเนินโรคได้ การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย:

  • การใช้ยา: ยาในกลุ่ม Cholinesterase inhibitors เช่น donepezil และ rivastigmine สามารถช่วยปรับปรุงการรับรู้และการทำงานของร่างกายได้ชั่วคราว
  • การจัดการการนอนหลับ: อาจมีการใช้ melatonin เพื่อรักษาอาการ RBD
  • ข้อควรระวังสำคัญ: ยาต้านอาการทางจิต (Antipsychotics) มักจะถูกหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดในผู้ป่วย DLB เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความไวต่อยาอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

คำถามที่พบบ่อย

โรคสมองเสื่อมชนิดลูวี่บอดี้แตกต่างจากโรคอัลไซเมอร์อย่างไร?

ในขณะที่โรคอัลไซเมอร์มักเริ่มด้วยการสูญเสียความจำระยะสั้นเป็นอาการแรก แต่ DLB มักเริ่มด้วยอาการทางพฤติกรรม การนอนหลับ (RBD) และอาการทางกาย เช่น พาร์กินสัน หรือการเห็นภาพหลอน ซึ่งการสูญเสียความจำอาจไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงแรก

อาการ REM sleep behavior disorder (RBD) คืออะไร?

RBD คือภาวะที่ร่างกายไม่เกิดการเป็นอัมพาตชั่วคราวขณะหลับลึก (REM sleep) ทำให้ผู้ป่วยแสดงท่าทางตามความฝัน เช่น การเตะ ต่อย หรือตะโกน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนระยะแรกที่สำคัญของ DLB

ทำไมยาต้านอาการทางจิตถึงเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย DLB?

ผู้ป่วย DLB มีความไวต่อยาต้านอาการทางจิตสูงมาก (Severe hypersensitivity) ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและการรับรู้ หรืออาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้