ศูนย์วิจัยโบราณคดีและนวัตกรรมแห่งไอร์แลนด์ (The Discovery Programme)
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1991 โดยรัฐบาลไอร์แลนด์
- เป็นศูนย์วิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนหลักจากสภาให้มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage Council)
- ดำเนินโครงการสำคัญ เช่น การวิจัยที่ทารา, การศึกษาป้อมปราการหินทางตะวันตก และโครงการ Ogham in 3D
- มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ Archaeology 2025 ของราชสถาบันไอร์แลนด์
ศูนย์วิจัยโบราณคดีและนวัตกรรมแห่งไอร์แลนด์ (The Discovery Programme: Centre for Archaeology and Innovation Ireland) เป็นศูนย์วิจัยด้านโบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมที่ดำเนินงานครอบคลุมทั่วเกาะไอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1991 โดยรัฐบาลไอร์แลนด์ โดยมีสถานะเป็นบริษัทจำกัดโดยการรับประกัน (Company Limited by Guarantee) และจดทะเบียนเป็นองค์กรการกุศลกับหน่วยงานกำกับดูแลการกุศล (Charities Regulator) โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนหลักจากสภาให้มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage Council)
วัตถุประสงค์หลัก
ศูนย์วิจัยฯ มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างประโยชน์แก่ชุมชนผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับอดีตของไอร์แลนด์ผ่านการวิจัยทางโบราณคดีและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ รวมถึงการจัดตั้งและบริหารโครงการวิจัย การส่งเสริมการวิจัย และการสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของมรดกทางโบราณคดีของไอร์แลนด์ผ่านโปรแกรมการศึกษาและการเข้าถึงชุมชน
โครงการวิจัยที่สำคัญ
The Discovery Programme ได้ดำเนินโครงการวิจัยที่โดดเด่นหลายโครงการ เพื่อสำรวจและบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไอร์แลนด์ ดังนี้:
โครงการวิจัยทารา (Tara Research Project)
เริ่มดำเนินการวิจัยที่ทารา (Tara) ในปี ค.ศ. 1992 โดยมักทำงานร่วมกับศูนย์สำรวจโบราณคดี (Centre for Archaeological Survey) ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยแห่งชาติไอร์แลนด์ กัลเวย์ (NUI Galway) ผลลัพธ์จากการวิจัยนำไปสู่การจัดทำหนังสือคู่มือ "Tara: The Guidebook" สำหรับบุคคลทั่วไป
โครงการป้อมปราการหินทางตะวันตก (Western Stone Forts)
โครงการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาป้อมปราการหินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งตะวันตกของไอร์แลนด์ รวมถึงการขุดค้นทางโบราณคดีที่ดุน อองกาสา (Dún Aonghasa) บนหมู่เกาะอารัน (Aran Islands) ในช่วงปี ค.ศ. 1992 ถึง 1995 ซึ่งนำไปสู่การตีพิมพ์หนังสือคู่มือ "Dún Aonghasa: The Guidebook"
โครงการ Ogham in 3D
เป็นความร่วมมือระหว่างโรงเรียนเซลติกศึกษา (School of Celtic Studies) สถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูงแห่งดับลิน (Dublin Institute for Advanced Studies), หน่วยงานอนุสรณ์สถานแห่งชาติไอร์แลนด์ (Irish National Monuments Service) และ The Discovery Programme โดยมีเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์สแกนหินจารึกออคัม (Ogham stones) ที่ยังหลงเหลืออยู่ประมาณ 400 หลัก ทั้งในไอร์แลนด์ และพื้นที่อื่นๆ เช่น เวลส์, เกาะแมน, เดวอน, คอร์นวอลล์ และสกอตแลนด์ โครงการนี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 และได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานในหลายมณฑล เช่น เคอร์รี, วอเตอร์ฟอร์ด, รอสคอมมอน, มาโย, แคลร์, คอร์ก และคิลเคนนี
ยุทธศาสตร์โบราณคดี 2025 (Archaeology 2025)
เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อส่งเสริมโบราณคดีไอร์แลนด์ในอนาคต เริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 2016 โดยเป็นโครงการริเริ่มของราชสถาบันไอร์แลนด์ (Royal Irish Academy - RIA) ซึ่ง The Discovery Programme ได้ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนายุทธศาสตร์ในช่วงปี ค.ศ. 2015 ถึง 2017
การสนับสนุนด้านงบประมาณ
งบประมาณหลักของ The Discovery Programme มาจากเงินอุดหนุนรายปีของสภาให้มรดกทางวัฒนธรรม (The Heritage Council) โดยในปี ค.ศ. 2015 มียอดเงินสนับสนุนอยู่ที่ 750,000 ยูโร ซึ่งลดลงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 2008 เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาขั้นสูง (HEIs) และสถาบันทางวัฒนธรรมอื่นๆ ศูนย์วิจัยฯ จึงจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมจากช่องทางอื่นๆ เพื่อความยั่งยืนในการดำเนินงาน
คำถามที่พบบ่อย
The Discovery Programme คืออะไร?
คือศูนย์วิจัยโบราณคดีและนวัตกรรมแห่งไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่มุ่งเน้นการวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีเพื่อสร้างความเข้าใจในอดีตของไอร์แลนด์
โครงการ Ogham in 3D มีวัตถุประสงค์อะไร?
เพื่อใช้เทคโนโลยีเลเซอร์สแกนหินจารึกออคัม (Ogham stones) ประมาณ 400 หลักที่กระจายตัวอยู่ในไอร์แลนด์และบางส่วนของบริเตนใหญ่ เพื่อบันทึกข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล 3 มิติ
The Discovery Programme ได้รับเงินทุนจากที่ไหน?
ได้รับเงินทุนสนับสนุนหลักเป็นเงินอุดหนุนรายปีจากสภาให้มรดกทางวัฒนธรรม (The Heritage Council) ของไอร์แลนด์
โครงการวิจัยที่ทารา (Tara Research Project) ให้ผลลัพธ์อย่างไร?
นำไปสู่การตีพิมพ์หนังสือคู่มือ 'Tara: The Guidebook' เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับพื้นที่โบราณคดีทารา