← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โรคตาแห้ง (Dry Eye Disease) อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาอย่างถูกต้อง

สรุปใจความสำคัญ

  • โรคตาแห้งเกิดจากการผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือน้ำตาระเหยเร็วเกินไป
  • การใช้หน้าจอดิจิทัลทำให้การกะพริบตาลดลงจาก 15 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 5-7 ครั้งต่อนาที
  • ในผู้สูงอายุ พบผู้ป่วยโรคตาแห้งได้สูงถึง 70%

โรคตาแห้ง (Dry Eye Disease หรือ DED) หรือที่รู้จักในชื่อ keratoconjunctivitis sicca คือภาวะที่ดวงตามีความชุ่มชื้นไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดจากการที่ดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาได้เพียงพอ หรือน้ำตาระเหยออกไปเร็วเกินไป ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและอาจนำไปสู่ความเสียหายของพื้นผิวดวงตาได้

ภาพประกอบโรคตาแห้ง
ภาวะตาแห้งส่งผลต่อความสบายตาและการมองเห็น

อาการของโรคตาแห้ง

อาการของโรคตาแห้งมีความหลากหลาย ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไปจนถึงระดับรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอาการเด่นๆ ดังนี้:

  • ความรู้สึกแห้งและระคายเคือง: รู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา
  • อาการแสบและคัน: รู้สึกแสบตา หรือคันตา
  • ตาแดง: ดวงตามีสีแดงจากการอักเสบ
  • การมองเห็นพร่ามัว: การมองเห็นอาจไม่ชัดเจนเป็นบางช่วง
  • อาการล้าของดวงตา: รู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้สายตา
  • น้ำตาไหลผิดปกติ: แม้จะเป็นโรคตาแห้ง แต่บางครั้งอาจมีน้ำตาไหลออกมามากเนื่องจากการระคายเคือง (Reflex Tears) ซึ่งน้ำตาประเภทนี้ไม่มีคุณสมบัติในการหล่อลื่นดวงตาได้ดีเท่าที่ควร

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

โรคตาแห้งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยแบ่งออกเป็นสาเหตุหลักๆ ได้ดังนี้:

1. การผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ

เกิดจากอายุที่มากขึ้น การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดความดันโลหิต ยาต้านเศร้า หรือโรคทางระบบ เช่น โรค Sjögren's syndrome

2. การระเหยของน้ำตาที่เร็วเกินไป

มักเกิดจากความผิดปกติของต่อมไมโบเมียน (Meibomian Gland Dysfunction) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตชั้นไขมันเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาระเหยเร็วเกินไป

3. พฤติกรรมการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อม

  • การใช้หน้าจอ: การใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน ทำให้เรากะพริบตาน้อยลง (ปกติกะพริบ 15 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อใช้หน้าจอจะลดลงเหลือเพียง 5-7 ครั้งต่อนาที)
  • สภาพอากาศ: ลมแรง ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ หรือการอยู่ในห้องปรับอากาศและที่สูง (เช่น บนเครื่องบิน)
  • การศัลยกรรมดวงตา: เช่น การทำ LASIK
  • การใช้คอนแทคเลนส์: การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการตาแห้งได้

การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและการตรวจร่างกายโดยจักษุแพทย์ สำหรับการรักษามีแนวทางดังนี้:

  • น้ำตาเทียม (Artificial Tears): เป็นการรักษาขั้นแรกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: ใช้แว่นตากันลมเพื่อลดการระเหยของน้ำตา และปรับลดการใช้หน้าจอ
  • การปรับยา: หากยาที่ใช้อยู่เป็นสาเหตุของอาการตาแห้ง แพทย์อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนยาหากปลอดภัย
  • การใช้ยาเฉพาะที่: เช่น ยาต้านการอักเสบ (Corticosteroids) หรือยาเพิ่มการผลิตน้ำตา เช่น Cyclosporine

สรุป

โรคตาแห้งเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ (พบได้ถึง 70%) หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะกระจกตาเป็นแผลหรือการสูญเสียการมองเห็นได้ ดังนั้นหากมีอาการระคายเคืองตาอย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมตาแห้งถึงมีน้ำตาไหล?

เกิดจากน้ำตาตอบสนอง (Reflex Tears) ซึ่งไหลออกมาเมื่อดวงตาระคายเคือง แต่ไม่มีคุณสมบัติในการหล่อลื่นดวงตาได้ดีเท่ากับน้ำตาปกติ

การใช้คอมพิวเตอร์ทำให้ตาแห้งได้อย่างไร?

เพราะเมื่อเราจดจ่อกับหน้าจอ เราจะกะพริบตาน้อยลง ทำให้น้ำตาที่เคลือบผิวตาไม่ถูกกระจายตัวและระเหยออกไปเร็วขึ้น

น้ำตาเทียมช่วยรักษาโรคตาแห้งได้จริงหรือไม่?

น้ำตาเทียมเป็นการรักษาเบื้องต้นที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพื่อเลือกชนิดที่เหมาะสมกับสาเหตุของโรค