เอ็ดการ์ เฮิร์ชเลอร์ ผู้ว่าการรัฐไวโอมิงที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุด
สรุปใจความสำคัญ
- ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐไวโอมิงคนที่ 28 และเป็นผู้ว่าการรัฐที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐ
- ได้รับเหรียญเงิน (Silver Star Medal) จากความกล้าหาญในการช่วยชีวิตเพื่อนทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
- เป็นผู้ว่าการรัฐที่ใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐไวโอมิง
เอ็ดการ์ เจคอบ เฮิร์ชเลอร์ (27 ตุลาคม 1918 – 5 กุมภาพันธ์ 1990) เป็นนักการเมืองและทนายความชาวอเมริกัน ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐไวโอมิงคนที่ 28 ระหว่างปี 1975 ถึง 1987 เขาเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต และเป็นผู้ว่าการรัฐไวโอมิงที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด โดยดำรงตำแหน่งครบสามวาระเต็ม ซึ่งในปัจจุบันเขายังคงครองสถิตินี้ เนื่องจากมีการอนุมัติข้อจำกัดการดำรงตำแหน่งไม่เกินสองวาระในปี 1992

ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา
เอ็ดการ์ เจคอบ เฮิร์ชเลอร์ เกิดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 1918 ที่เมืองเคมเมอเรอร์ รัฐไวโอมิง เป็นบุตรของเอ็ดการ์ ฟูลเลอร์ เฮิร์ชเลอร์ และชาร์ล็อต เจนกินส์ ในวัยเด็กเขาได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่ไร่ของครอบครัว ก่อนจะเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายที่เคมเมอเรอร์ ต่อมาในปี 1941 เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมาย (Pre-Law) จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด

การรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่สอง
ในเดือนมกราคม 1942 เฮิร์ชเลอร์ได้สมัครเข้าเป็นทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ Marine Raider ในสมรภูมิแปซิฟิกช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 1943 ระหว่างการบุกยึดเกาะบูเกนวิลล์ เขาได้อาสาสมัครช่วยอพยพผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่อันตราย โดยยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือนายทหารนาวิกโยธินอีกนายหนึ่งจนตนเองได้รับบาดเจ็บ จากความกล้าหาญนี้ เขาจึงได้รับเหรียญเงิน (Silver Star Medal)
เส้นทางสายกฎหมาย
ในปี 1949 เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต (LL.B) จากมหาวิทยาลัยไวโอมิง และได้เริ่มทำงานเป็นทนายความประจำเมืองเคมเมอเรอร์ และต่อมาเป็นทนายความประจำเคาน์ตี้ลินคอล์น ระหว่างปี 1951-1958 และ 1961-1963
เส้นทางการเมือง
บทบาทในสภานิติบัญญัติ
เฮิร์ชเลอร์เข้าสู่การเมืองในระดับรัฐเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1960 โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐไวโอมิงจากเคาน์ตี้ลินคอล์น และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเข้าดำรงตำแหน่ง เขาได้เสนอระเบียบวาระเพื่อยกเลิกภาษีมรดกของรัฐไวโอมิง อย่างไรก็ตาม เขาได้ลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 10 มีนาคม 1961 เพื่อกลับไปเป็นทนายความประจำเคาน์ตี้ลินคอล์น แต่ได้กลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในปี 1962 และได้รับชัยชนะ
ในปี 1965 เฮิร์ชเลอร์ได้รับเลือกให้เป็นวิปเสียงข้างมาก (House Majority Whip) และประธานคณะกรรมการตุลาการของสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ ในปี 1967 เขาได้ร่วมสนับสนุนร่างกฎหมายควบคุมมลพิษทางอากาศฉบับแรกของรัฐไวโอมิง และได้รับเลือกเป็นประธานสมาคมเนติบัณฑิตยสภาแห่งรัฐไวโอมิงเมื่อวันที่ 13 กันยายน 1968
การดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ
เฮิร์ชเลอร์ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐในวันที่ 23 พฤษภาคม 1974 และได้รับชัยชนะเหนือดิค โจนส์ ในการเลือกตั้งทั่วไป เขาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐถึงสามวาระติดต่อกัน โดยชนะการเลือกตั้งครั้งที่สองในปี 1978 และครั้งที่สามในปี 1982 ทำให้เขากลายเป็นผู้ว่าการรัฐไวโอมิงเพียงคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งเกินสองวาระ

ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เขาเป็นที่รู้จักในการใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมายมากกว่าผู้ว่าการรัฐคนใดในประวัติศาสตร์ของไวโอมิง แต่ไม่มีการยับยั้งครั้งใดที่ถูกสภาล้มล้างได้ แม้ว่าพรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในสภาทั้งสองสภาในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของการทำงานของเขาก็ตาม
ชีวิตบั้นปลาย
หลังจากพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ เฮิร์ชเลอร์กลับไปประกอบวิชาชีพทนายความในเมืองไชแอนน์ เขาเคยได้รับการสนับสนุนให้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ในปี 1988 แต่เขาเลือกที่จะไม่ลงสมัคร ในช่วงปี 1988 เขาได้สนับสนุนและช่วยหาเสียงให้กับอัล กอร์ ในการชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จนกระทั่งรัฐไวโอมิงกลายเป็นรัฐแรกในบรรดาเจ็ดรัฐที่อัล กอร์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้น
คำถามที่พบบ่อย
เอ็ดการ์ เฮิร์ชเลอร์ คือใคร?
เขาเป็นนักการเมืองและทนายความชาวอเมริกัน ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐไวโอมิงคนที่ 28 และเป็นผู้ว่าการรัฐที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐนี้
ทำไมเขาถึงเป็นผู้ว่าการรัฐที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุด?
เพราะเขาดำรงตำแหน่งครบสามวาระเต็ม ซึ่งต่อมาในปี 1992 รัฐไวโอมิงได้มีการกำหนดข้อจำกัดให้ผู้ว่าการรัฐดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองวาระ ทำให้สถิติของเขาไม่ถูกทำลาย
เขาได้รับเหรียญเงิน (Silver Star Medal) จากอะไร?
เขาได้รับเหรียญเงินจากการอาสาสมัครช่วยอพยพผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่อันตรายในระหว่างการบุกยึดเกาะบูเกนวิลล์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

